[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220712140132356113",2,5,"เลือก Car seat อย่างไรให้น้องนั่งได้ให้ปลอดภัย","หากคุณกำลังจะมีสมาชิกใหม่ในครอบครัว เชื่อได้เลยว่าที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กที่เรียกว่า Car seat หรือ Child seat ก็จะอยู่ในรายการข้าวของเครื่องใช้ที่จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการต้อนรับสมาชิกใหม่อย่างแน่นอน ยิ่งสมัยนี้เรามักจะเห็นข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่เรื่อยก็ยิ่งทำให้เราหวั่นใจบ้าง แล้วเราจะเลือกคาร์ซีทแบบไหนให้น้องดีละ? แน่นอนว่าสมัยนี้มีคาร์ซีทหลายหลายรูปแบบวางขายตามท้องตลาด ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักหลักการของการใช้งานคาร์ซีทของเด็กเริ่มตั้งแต่แรกเกิดกัน\n\nแบบแรก คาร์ซีทแบบนั่งหันหลัง ตำแหน่งการนั่งที่หันไปทางด้านหลังของตัวรถนั้นพบว่าสามารถปกป้องเด็กตัวเล็ก โดยเฉพาะทารกแรกเกิดได้อย่างมีนัยยะสำคัญ เนื่องด้วยเด็กตัวเล็กนั้นมีความบอบบาง  ดังนั้นถ้าหากเกิดอุบัติเหตุการชนด้านหน้าขึ้นมา ตัวเด็กจะถูกรองรับแรงกระแทกโดยโครงสร้างของตัวคาร์ซีทเอง แทนที่จะเป็นการรั้งของสายเข็มขัดนิรภัยเป็นหลัก\n\nแบบที่สอง คาร์ซีทแบบนั่งหันหน้า โดยปกติแล้วเราก็อยากจะให้เด็กได้นั่งชมวิวบ้างเป็นธรรมดา แต่ทว่าเราควรพิจารณาว่าตัวเด็กเองนั้นโตพอหรือยังสำหรับความพร้อมในการนั่งหันหน้า เพราะถ้าหากเด็กตัวเล็กเกินไปเมื่อเกิดอุบัติเหตุการชนขึ้นมาก การเหนี่ยวรั้งตัวเด็กโดยสายเข็มขัดนิรภัยของชุดคาร์ซีทเองอาจจะยังคงเป็นอันตรายอยู่ โดยทั่วไปแล้วเด็กควรจะมีอายุประมาณ 9 เดือน  หรือ มีน้ำหนักมากกว่า 9 กิโลกรัมขั้นไป จึงพอที่จะเปลี่ยนไปเป็นแบบนั่งหันหน้าได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคำแนะนำในคู่มือผู้ใช้งานคาร์ซีทแต่ละรุ่นอีกที\n\nคาร์ซีทแบบที่นั่งเสริม หรือเรียกอีกอย่างว่า Booster seat เมื่อเด็กเริ่มโตถึงขั้นเริ่มเข้าอนุบาลแล้ว เราไม่ควรชล่าใจเลิกใช้คาร์ซีท เพราะถ้าหากให้เด็กนั่งอยู่บนที่นั่งรถปกติและคาดสายเข็มขัดนิรภัยเหมือนผู้ใหญ่ เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา แทนที่สายเข็มขัดนิรภัยจะปกป้อง กลับอาจจะทำให้เกิดอันตรายกับตัวเด็กมากขึ้น เพราะแทนที่สายเข็มขัดนิรภัยจะพาดกลางหน้าอกเหมือนผู้ใหญ่ แต่ที่จริงแล้วอาจะพาดโดนที่ตำแหน่งคอของเด็กแทน การใช้ Booster seat จึงยังมีความสำคัญ โดยทั่วไปสามารถเปลี่ยนมาใช้ Booster seat เมื่อเด็กมีอายุประมาณ 4 ขวบ หรือมีน้ำหนักตัวประมาณ 22 กิโลกรัมขึ้นไปจนกว่าตัวเด็กจะมีความสูงประมาณ 130 เซนติเมตรถึงพอจะเลิกใช้ได้ แต่อย่างไรก็ดีควรศึกษาคำแนะนำจากคู่มือผู้ใช้งานของ Booster seat อีกที\n\nแล้วเวลาเลือกซื้อคาร์ซีทเราควรดูอะไรบ้างละ?\n\nอย่างแรกเลยเราต้องดูว่ารถที่เราจะใช้นั้นมีจุดติดตั้ง ISOFIX หรือไม่  ซึ่งปัจจุบันรถยนต์ที่จำหน่ายในท้องตลาดก็ติดตั้งจุดยึดมาตรฐาน ISOFIX มาในเบาะแถวที่สองแทบจะทุกรุ่นทุกยี่ห้อแล้ว แต่อย่างไรก็ดีเราควรเช็คจากคู่มือผู้ใช้รถของเราเองจะเป็นการดีที่สุด! ถ้าหากรถของเราไม่มีจุดยึด ISOFIX เราก็ต้องเลือกชุดคาร์ซีทแบบที่สามารถติดตั้งโดยการใช้เข็มขัดนิรภัยรัดอย่างเดียวก็ได้ สิ่งนี่ควรตรวจสอบให้ดีก่อนซื้อเพราะว่าคาร์ซีทบางรุ่นอาจจะรองรับการยึดแบบ ISOFIX เท่านั้นและไม่รองรับการใช้เข็มขัดนิรภัยรัดก็มี\n \nอย่างที่สองที่ควรพิจารณาคือ ”ขนาด” คาร์ซีทบางรุ่นนั้นมีฟังก์ชั่นซับซ้อนและสามารถรองรับได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดแล้วใช้ยาวไปจนเป็น Booster seat ได้เลยก็มี ซึ่งบางที่เราอาจจะคิดว่าซื้อแพงๆ ดีๆ ไปเลยแล้วใช้ไปนานๆ ทีเดียวจบก็ไม่ว่ากัน แต่ทว่าคาร์ซีทแบบนั้นนอกจากจะมีราคาที่สูงแล้วมันมักจะมาพร้อมกับขนาดและน้ำหนักที่มหึมา ประมาณว่าเด็กยิ่งเล็กคาร์ซีทยิ่งอันใหญ่ก็ว่าได้ \n\nดั้งนั้นอีกทางเลือกในการพิจารณาก็คือการซื้อคาร์ซีทโดยแบ่งเป็นตามช่วงอายุของเด็ก เช่น อันแรกใช้นั่งหันหลังในขวบปีแรก อันที่สองใช้แบบนั่งหันหน้าในช่วง 1-3 ขวบ และอันที่สามใช้แบบ Booster seat ในช่วงตั้งแต่ 4 ขวบ เนื่องด้วยที่ว่าพอเด็กเริ่มโตเราก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้คาร์ซีทที่ใหญ่และหนัก ทำให้สะดวกในการเคลื่อนย้าย และตัวเด็กเองก็จะได้เปลี่ยนบรรยากาศในการนั่งไปในตัว อีกทั้งการซื้อคาร์ซีทแบบแบ่งขนาดตามช่วงอายุเด็กก็อาจจะมีราคาที่ต่างกันไม่มากเมื่อเทียบกับเลือกซื้อคาร์ซีทแบบใช้อันเดียวตั้งแต่เล็กจนโตเท่าไหร่นัก\n\nสุดท้ายนี้ เมื่อเราอุตส่าห์หาคาร์ซีทมาให้สมาชิกใหม่ได้แล้ว  ตัวผู้ใหญ่เองที่นั่งด้านหลังก็ควรที่จะคาดเข็มขัดนิรภัยเพื่อความปลอดภัยด้วยเหมือนกัน\n\n","childseat.png","",null,"childseat_i.png",[],"12 กรกฎาคม 2565",1777136593457]