[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220712140208730489",2,5,"ข้อเปรียบเทียบประกอบการตัดสินใจ ลงแวกซ์ - เคลือบเซรามิก ต่างกันแค่ไหน อย่างไร","เราจะเลือกทำคอร์สเคลือบเซรามิกราคาหลายหมื่นบาท หรือจะลงแวกซ์ด้วยตัวเองที่บ้านบ่อย ๆ กันดีนะ ? บทความนี้ มีคำตอบ ที่จะไม่ฟันธง แต่จะยกข้อเปรียบเทียบมาให้ได้ทำความเข้าใจกัน\nการเคลือบแวกซ์ หรือน้ำยาเคลือบสีอื่น ๆ ในปัจจุบัน มักจะมาในรูปแบบน้ำยาข้นคล้ายโลชั่น หรือบางสูตรก็จะเป็นกระปุกมีเนื้อเป็นขี้ผึ้ง โดยมากจะให้ใช้วนลงบนสีรถด้วยฟองน้ำ ทิ้งไว้สักพักให้แห้ง แล้วจึงค่อยเช็ดคราบส่วนเกินออก แวกซ์บางสูตรอาจมีการผสมผงขัด หรือสารทำความสะอาดผิวรถอื่น ๆ ที่จะช่วยในเรื่องของการทำความสะอาดสิ่งสกปรกบนเนื้อสีรถที่สะสมอยู่บนเนื้อสีรถเมื่อรถใช้งานไปเป็นเวลานานที่เราอาจมองไม่เห็นได้อีกด้วย \nโดยปกติแล้วแวกซ์หรือน้ำยาเคลือบสีที่มีขายทั่วไปนั้น จะสามารถอยู่คงทนบนผิวรถของเราได้ 1 ถึง 3 เดือน ตามแต่อุณหภูมิแวดล้อมและ สิ่งสกปรกในอากาศที่รถแล่นผ่านไป โดยเมื่อแวกซ์เริ่มเสื่อมสภาพแล้วนั้น ผู้ใช้สามารถทำความสะอาดแวกซ์เดิมออกได้ด้วยน้ำยาจำพวก pre-wax cleanser แล้วค่อยลงแวกซ์ใหม่ ขั้นตอนนี้จะช่วยขจัดคราบสะสมบนผิวรถที่จะทำให้ผิวรถรู้สึกสากไม่ลื่นมือ และยังจะคอยช่วยให้สีรถดูกระจ่างใสขึ้นได้มากกว่าการล้างรถด้วยแชมพูล้างรถทั่วไปอีกด้วย\nการเคลือบเซรามิก – ในกรณีนี้เราจะกล่าวถึงการเคลือบเซรามิกชนิดน้ำยาเนื้อแข็งแบบกึ่งถาวร น้ำยาขวดเล็กๆ ที่ชอบมีโฆษณาว่าเททิ้งไว้แล้วจะแข็งเป็นแก้วนั้นแหละครับ \nการเคลือบชนิดนี้ จะต้องใช้ทักษะและความรู้ความเข้าใจในการทำงานในระดับหนึ่ง สำหรับผู้ใช้รถส่วนมากการเคลือบสีชนิดนี้จึงจะเป็นการเข้าไปรับบริการที่ร้านดีเทลลิ่ง หรือคาร์แคร์ที่มีมาตรฐานสักหน่อย ราคาแพคเกจนั้นอาจมีตั้งแต่หลักพัน ไปจนถึงหลายหมื่นบาท โดยปกติแล้วการเคลือบเซรามิกนั้นจะมีอายุการใช้งานของชั้นเคลือบตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จึงทำให้ก่อนลงเคลือบ จะต้องมีการขัดเตรียมผิวให้เงางามที่สุดก่อนแล้วจึงค่อยลงน้ำยาลงไป \nจะเห็นได้ว่าการเคลือบเซรามิกนั้น ตัวน้ำยาจะติดทนนานกว่าการเคลือบสีแบบทั่วไปเป็นอย่างมาก อีกทั้งน้ำยาหลายสูตร ก็มักจะมีความแข็งในตัวที่จะช่วยป้องกันสีรถจากรอยจากการเช็ดล้างเบา ๆ ได้ และป้องกันสีรถจากเคมีที่พบได้ในชีวิตประจำวัน เช่นขี้นก ยางไม้ ไม่ให้ทำอันตรายกับชั้นสีรถของเราได้ดีโดยไม่ต้องออกแรงลงน้ำยาเคลือบซ้ำบ่อย ๆ  \nแต่ก็ไม่ใช่ว่าน้ำยาเคลือบสีทั่วไป จะใช้การไม่ได้เลย เพราะไม่ว่าน้ำยาเคลือบสีชนิดใดก็ตาม ก็มีคุณสมบัติในการเสริมความเงางามของสีรถ ปกป้องสีรถจากแสงแดด UV ปกป้องจากสิ่งสกปรกด้วยคุณสมบัติการไล่น้ำ ที่เราจะเป็นน้ำกลิ้งไหลลงจากสีรถเป็นเม็ด ๆ นั้นแหละครับ คุณสมบัติเหล่านี้ มีทั้งในเคลือบเซรามิก และน้ำยาเคลือบสีหรือแวกซ์ทั่วไปเช่นกัน เพียงแต่การเคลือบสีด้วยแวกซ์หรือน้ำยาทั่วไป อาจจะไม่สามารถคงทนอยู่ได้นานหรือต้านทานเคมีรุนแรงได้ดีเท่าเคลือบเซรามิกนั้นเอง\nถึงแม้ว่าเคลือบเซรามิก จะได้เปรียบในด้านความทนทาน แต่ด้วยความทนทานนั้นเองก็เป็นข้อเสียในบางเงื่อนไขการใช้รถ เช่นในกรณีมีฝนตกขณะที่จอดรถกลางแดด แล้วมีคราบหินปูนจากน้ำฝนค้างอยู่บนรถ รอยคราบหินปูนเหล่านี้จะต้องใช้สารเคมีเฉพาะในการกำจัดออก เพราะหากเราขัดคราบพวกนี้ออกด้วยน้ำยาขัดทั่วไป ก็อาจจะทำให้เคลือบเซรามิกที่ทำไว้หลุดออกตามไปได้และการลงเคลือบซ้ำนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายดายนัก\nกลับกันหากเราเคลือบแวกซ์ คราบน้ำ รอยตำหนิเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการใช้งานรถ ก็จะสามารถขัดออกได้ด้วยวิธีปกติโดยไม่ต้องกังวลว่าชั้นเคลือบที่เราไปทำมาราคาแพง ๆ นั้นจะหลุดออกไป เพราะเราสามารถลงน้ำยาเคลือบสีใหม่ได้เองทุกครั้งที่ต้องการ \n \nโดยสรุปแล้ว การเคลือบเซรามิก ก็เหมือนการลงทุนเคลือบเงาปกป้องสีรถ ด้วยเงินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง ที่มีราคาสูงกว่าการลงทุนซื้อน้ำยาเคลือบสีทั่วไปมาเคลือบ และให้การปกป้องที่แข็งแกร่งยาวนานกว่า แต่ต้องใช้เทคนิคเฉพาะในการลงน้ำยา ในขณะที่การเคลือบสีด้วยแวกซ์ทั่วไปนั้น ก็จะยังคงสามารถให้ความเงางามและการปกป้องสีได้ดีเช่นกัน แต่จะได้เปรียบที่หากพบปัญหาหรือไม่พอใจเมื่อรถเริ่มมีสิ่งสกปรกฝังแน่น หรือผิวรถเริ่มสากมากขึ้น ก็สามารถขัดออกและลงใหม่เมื่อไรก็ได้ ทำให้ได้ความรู้สึกสดใหม่ทุกครั้งที่ลงแวกซ์และให้ผิวสัมผัสที่ลื่นน่าสัมผัสเมื่อทำด้วยขั้นตอนที่เหมาะสมไม่แพ้การเคลือบเซรามิกเลยทีเดียว \n","carwash2.png","",null,"carwash2_i.png",[],"12 กรกฎาคม 2565",1777136592498]