[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220712140209489495",2,5,"ไฟท้ายรถยนต์ของเรา มีส่วนประกอบอะไรบ้าง ไม่ได้มีแค่ไฟเบรกอย่างเดียว","“ไฟท้าย” นอกจากเป็นไฟที่ส่องสว่างหรือมีรูปทรงที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของรถยนต์แต่ละรุ่นแล้ว ไฟท้ายอาจะที่มีสัญญาณไฟต่างๆ รวมอยู่ในโคมเดียวกัน เช่น ไฟหรี่, ไฟเบรก, ไฟเลี้ยว, ไฟถอย, ไฟตัดหมอก, และแถบสะท้อนแสง \nในภาษาอังกฤษจะเรียกโคมไฟที่มีชุดไฟหลายๆ ดวงรวมเข้าด้วยกันว่า “Rear combination lamp” นอกจากนี้ “ไฟส่องป้ายทะเบียนหลัง” ก็จัดอยู่ในสัญญาณไฟภาคบังคับตามกฎหมายไทยและสากลอีกด้วย  \nหลายท่านเองก็อาจจะสงสัยว่าทำไม ไฟท้ายของรถยนต์แต่ละรุ่นนั้นมีสัญญาณไฟต่างๆ ให้มาไม่เหมือนกัน เช่น รถบางรุ่นมีไฟตัดหมอกหลังมาให้ก็ดี หรือ รถบางรุ่นมีไฟถอยมาแค่ข้างเดียวก็ดี   ในบทความนี้เรามาหาคำตอบกันว่าไฟท้ายมีไฟอะไรบ้าง และไฟอะไรจำเป็นต้องมี และไฟอะไรอาจจะไม่มีก็ได้\nข้อบังคับของรถยนต์ในประเทศไทยอ้างอิงจาก กฎกระทรวงฉบับที่ 22 (แก้ไขเพิ่มเติมในปี พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ในส่วนที่ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับไฟท้ายดังนี้\nไฟหรี่ (Position lamps) หรือ กรมขนส่งทางบกเรียกว่า “โคมไฟแสดงตำแหน่งด้านท้าย” โดยไฟหรี่นั้นให้มีอย่างน้อยข้างละหนึ่งดวงโดยอยู่ในระนาบเดียวกัน ใช้แสงสว่างสีแดงมีทิศทางส่องไปทางด้านหลัง\nไฟเบรก (Stop lamps) หรือ กรมขนส่งทางบกเรียกว่า “โคมไฟหยุด” โดยไฟเบรกนั้นให้ติดตั้งอย่างน้อยข้างละหนึ่งดวงหนึ่งดวงโดยอยู่ในระนาบเดียวกัน ใช้แสงสว่างสีแดง ไฟเบรกจะต้องติดเสมอเมื่อมีการเหยียบเบรก แต่เราอาจจะสังเกตว่ารถยนต์สมัยนี้ ไฟเบรกมักจะสว่างกว่าไฟหรี่ เหตุผลก็เพราะรถยนต์ส่วนมากมักจะทำสัญญาณไฟเบรกให้ผ่านมาตรฐาน UN regulation No.7 ที่ระบุว่าไฟเบรกจะต้องสว่างกว่าไฟหรี่ ซึ่งสอดคล้องกับกรมขนส่งทางบกที่ระบุว่า ถ้าหากโคมไฟเบรกอยู่รวมกับโคมไฟหรี่ ไฟเบรกก็ต้องสว่างกว่าไฟหรี่นั่นเอง และตามกฎหมายของประเทศไทยสัญญาณไฟเบรกจะต้องสว่างสม่ำเสมอไม่กระพริบ\nไฟส่องป้ายทะเบียน ตามข้อบังคับจะต้องมีติดตั้งบริเวณทะเบียนหลัง ใช้แสงสีขาวเพื่อส่งให้เห็นป้ายทะเบียนและจะต้องมีอุปกรณ์บังแสงเพื่อไม่ให้ลำแสงพุ่งออกไปทางท้ายรถ\nไฟเลี้ยว (Turn signal) สัญญาณไฟเลี้ยวที่ท้ายจะต้องติดตั้งขายซ้ายและขวา ให้สัญญาณกระพริบเป็นสีเหลืองอัมพันหรือสีแดงก็ได้ ซึ่งหลายคนอาจจะไม่คุ้นกับไฟเลี้ยวที่เป็นสีแดงก็เพราะว่าในบางประเทศนั้นบังคับว่าจะต้องเป็นสีเหลืองอัมพันเท่านั้น เพราะฉะนั้นรถยนต์ตามท้องถนนที่เราเห็นส่วนมากเราจะมักจะคุ้นเคยกับแสงไฟเลี้ยวสีเหลืองอัมพันมากกว่า\nไฟถอย (Backup lamp) ไฟถอยนั้นจะต้องมีอย่างน้อยหนึ่งดวง และไม่เกินสองดวง มีแสงสีขาวและทำงานก็ต่อเมื่อเข้าเกียร์ R เท่านั้น\nแถบสะท้องแสง (Retroreflectors) แถบสะท้อนแสงนั้นมีสีแดงจะต้องติดตั้งท้ายรถเพื่อที่ว่าจะสามารถสะท้อนแสงจากรถคันอื่นได้ได้ ในกรณีที่จอดอยู่ในที่มืดและไม่ได้เปิดไฟ  โดยทั่วไปเรามักจะเห็นแทบสะท้อนแสงติดตั้งบนพื้นผิวของโคมไฟท้ายไปเลย หรือรถบางรุ่นอาจจะมีแทบสะท้อนแสงอยู่ที่ชายกันชนอีกด้วย\nนอกจากสัญญาณไฟท้ายพื้นฐานตามกฎข้อบังคับในประเทศไทยแล้ว  สัญญาณไฟท้ายต่อไปนี้เราอาจจะพบเห็นในรถบางรุ่นเนื่องจากใช้ชิ้นส่วนร่วมกับรถที่จำหน่ายอยู่ในต่างประเทศเช่นกัน\nไฟตัดหมอกหลัง (Rear foglamp) ไฟตัดหมอกหลังนั้นถูกบังคับใช้ในบางประเทศโดยเฉพาะในแถบยุโรป โดยมาตรฐานของไฟตัดหมอกหลังนั้นอ้างอิงจาก UN regulation No. 48 กล่าวคือ จะติดตั้งข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ ในกรณีติดตั้งข้างเดียว ตำแหน่งไฟตัดหมอกหลังจะให้ติดในฝั่งเดียวกับผู้ขับและมีความสว่างเทียบเท่ากับไฟเบรก แต่ว่าตำแหน่งของโคมไฟตัดหมอกหลังจะต้องอยู่ห่างจากไฟเบรกไม่ต่ำว่า 10 เซนติเมตร สำหรับในประเทศไทยนั้นไม่ได้ห้ามติดตั้งไฟตัดหมอกหลัง แต่กฎหมายก็กำหนดว่าห้ามเปิดใช้โดยพลกาลเนื่องจากลำแสงอาจจะไปรบกวนผู้ที่ขับรถตามหลังมาได้ แต่สามารถเปิดใช้ได้ในกรณีหมอกลงจัดจนทำให้ทัศวิสัยแย่\nไฟเบรกดวงที่สาม (Center High Mount Stop lamp) ในหลายประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา หรือ ยุโรป บังคับให้ติดตั้งไฟเบรกดวงที่สามที่กึ่งกลางท้ายรถใช้แสงสีแดงทำงานพร้อมกับไฟเบรกข้างซ้ายและขวา  ส่วนสำหรับประเทศไทยนั้นยังไม่ได้บังคับว่าจะต้องติดตั้งไฟเบรกดวงที่สามแต่ทว่ารถยนต์นั่งรุ่นใหม่หรือแม้กระทั่งรถกระบะบางรุ่นก็ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาให้แล้ว\nจะเห็นได้ว่าสัญญาณไฟท้ายรถนั้นมีหลายอย่างซึ่งแต่ละอย่างมีหน้าที่แตกต่างกันไปเพื่อความปลอดภัย และผู้ผลิตรถยนต์ก็มักจะออกแบบชุดไฟท้ายให้สอดคล้องกับข้อบังคับในกลุ่มประเทศที่จะขายรถให้ได้มากที่สุดเท่าตราบที่ต้นทุนที่เขาจะเอื้ออำนวย สุดท้ายนี้เพื่อความปลอดภัยของการใช้รถใช้ถนน เราควรหมั่นสังเกตสัญญาณไฟรถของตัวเองว่าไม่มีชุดรุดเสียหายอยู่เสมอ และไม่ควรที่จะไปดัดแปลงเปลี่ยนสีของหลอดไฟหรือ แม้กระทั่งพ่นสีทับโคมไฟ เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้วยังเป็นการเสี่ยงต่ออันตรายโดยใช่เหตุ\n","tailight.png","",null,"tailight_i.png",[],"12 กรกฎาคม 2565",1777136592442]