[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220712140216485485",2,5,"เข้าใจระบบแอร์รถยนต์และวิธีการยืดอายุการใช้งาน","ระบบปรับอากาศรถยนต์แท้จริงแล้วจะประกอบไปด้วยระบบทำความเย็นและระบบทำความร้อน ที่ใช้อุปกรณ์ต่างๆ ร่วมกัน จะขอพูดในส่วนระบบทำความเย็นที่เราทุกคนคุ้นเคยกันดี เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน ถึงร้อนมาก การเข้าใจระบบแอร์และยืดอายุการใช้งานจึงเป็นเรื่องสำคัญ\n\nระบบแอร์มีหลักการพื้นฐานจาก “การดูดซับความร้อนของของเหลว (สารทำความเย็น) จากการระเหยเป็นแก๊ส” ยกตัวอย่างเช่น การระเหยของแอลกอฮอล์บนผิวหนังของเรา เนื่องจากแอลกอฮอล์สามารถดูดซับความร้อนจากสิ่งแวดล้อมเพื่อนำมาระเหยเป็นแก๊สได้ \n\nโดยส่วนประกอบหลักของระบบแอร์ แบ่งเป็น 6 ส่วน ได้แก่ \n1. Compressor เพิ่มความดันแก่สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊สให้กลายเป็นแก๊สความดันสูง ที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งใช้พลังงานจากเครื่องยนต์หรือกระแสไฟฟ้าในการขับเคลื่อนลูกสูบที่อยู่ภายใน\n2. Condenser รับช่วงต่อในการเปลี่ยนแก๊สความดันและอุณหภูมิสูงให้กลายเป็นของเหลวความดันและอุณหภูมิสูง\n3. Receiver Drier ทำหน้าที่กรองสิ่งเจือปนต่างๆ ในสารทำความเย็นก่อนที่จะผ่านเข้าสู่ Expansion valve\n4. Expansion valve ลดแรงดันและอุณหภูมิหรือทำให้เย็นลง เกิดการไหลเข้าสู่ Evaporator & Blower หรือตู้แอร์\n5. Evaporator & Blower หรือตู้แอร์ที่ติดตั้งอยู่หลังคอนโซลด้านหน้า จะมีการไหลเวียนของสารทำความเย็นจนระเหยกลายเป็นลมเย็นไหลเวียนภายในห้อง\n6. Control Unit หรือกล่องควบคุมทำหน้าที่ประมวลผลจากเซนเซอร์วัดอุณหภูมิที่ติดตั้งอยู่บริเวณกระจกบังลมหน้ารถ สำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ\nโดยมีสารทำความเย็นเป็นตัวไหลเวียนและทำหน้าที่ถ่ายเทความร้อนในแต่ละสถานะ หรือทำหน้าที่เป็นแอลกอฮอล์ดังที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนั่นเอง สารทำความเย็นที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันคือ R-134a ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ทำลายชั้นบรรยากาศเมื่อเทียบกับ R-12\n\nสำหรับการใช้งานเพื่อยืดอายุของระบบแอร์ เริ่มจากการเปิดแอร์เมื่อรถจอดกลางแดด ควรช่วยระบายอากาศด้วยการเปิดกระจกหน้าต่างรอบคันเล็กน้อย และปรับทิศทางของช่องแอร์ให้เป่าในระดับศีรษะ ไม่อยู่ในตำแหน่งเป่ากระจกบังลมหน้า หรือพรมพื้น และปรับอุณหภูมิ/แรงลมให้เหมาะสม \n\nนอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังเกี่ยวกับการเกิดความชื้นสะสมในตู้แอร์ จนอาจทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ยามใช้งานได้ เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์ได้ออกแบบให้ Evaporator & Blower หรือตู้แอร์ มีขนาดเล็กลงเพื่อลดน้ำหนักและประหยัดพื้นที่ ทำให้ครีบแลกเปลี่ยนความร้อนภายในมีความหนาแน่นมากขึ้น จึงเกิดการสะสมของความชื้นรวมถึงแบคทีเรียต่างๆได้\n\nเราจึงหมั่นตรวจสอบกรองแอร์ว่าสกปรกเกินไปหรือไม่ รวมไปถึงตรวจสอบคำแนะนำตามคู่มือประจำรถ ที่จะกล่าวถึงรายละเอียดการล้างแอร์ตามระยะที่กำหนด หรือสอบถามจากศูนย์บริการของรถยนต์ท่านได้เช่นกัน\n","aircon.png","",null,"aircon_i.png",[],"12 กรกฎาคม 2565",1777136592238]