[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220712140222678172",2,5,"สายพานราวลิ้น หรือโซ่ราวลิ้น ต่างกันอย่างไร ทำไมต้องเลือก?","ในการทำงานของเครื่องยนต์สันดาป มันคือการปรับสมดุลระหว่าง การควบคุมการเข้าออกของส่วนผสมอากาศรวมไปถึงการจุดระเบิด ซึ่งต้องทำให้ถูกจังหวะ ไม่ผิดเพี้ยนไป ลูกสูบกับเพลาราวลิ้นที่ควบคุมการเข้าออกของส่วนผสมนี้ ถูกเชื่อมต่อกันผ่านอุปกรณ์ที่เราคุ้นเคยกันอยู่ 3 แบบ คือ โซ่ราวลิ้น สายพานราวลิ้น หรือเฟืองราวลิ้น\n\nเฟืองราวลิ้นนั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยาก เราจึงจะไม่พูดถึงมัน แต่ว่า สายพานราวลิ้น และโซ่ราวลิ้น หรือที่เรียกว่า Timing Belt และ Timing Chain เป็นสิ่งที่รถทุกคัน ยกเว้นรถเครื่องยนต์แบบ Rotary และรถเครื่องยนต์ 2 จังหวะจะต้องมี คำถามคือ แล้วมันแตกต่างกันอย่างไร? ทำไมต้องมีสองแบบ? และทำไมเราต้องสนใจความแตกต่างนี้ด้วย?\n\nโซ่กับสายพานราวลิ้นนั้น มีหน้าที่ในการทำงานเหมือนกัน คือการทำให้ตัวเพลาลูกเบี้ยว หรือเพลาราวลิ้น หมุนตรงกับเพลาข้อเหวี่ยงที่อยู่ในเครื่องยนต์ ซึ่งทำให้วาล์วเครื่องยนต์เปิดปิดตามเวลาที่กำหนด และทำงานได้ถูกต้อง ถ้าหากโซ่หรือสายพานเกิดข้อบกพร่อง รถยนต์สมัยใหม่ที่เป็นระบบ Interference หรือวาล์วไม่หลบลูกสูบ ก็จะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงได้\n\nความแตกต่างหลัก ๆ นอกเหนือจากการที่ ตามชื่อแล้ว แบบหนึ่งเป็นโซ่ และอีกแบบเป็นสายพาน คือการที่โซ่ราวลิ้น มักจะอยู่ในเครื่องยนต์ และใช้น้ำมันเครื่องในการหล่อลื่นระบบให้ทำงานได้ถูกต้อง ในขณะที่สายพานมักจะเป็นสายพานวัสดุคล้ายยาง แต่มีความแข็งแรงกว่า และมักจะอยู่นอกเครื่องยนต์\n\nความแตกต่างหลักนี้ ส่งผลต่อมาทำให้เกิดความแตกต่างยิบย่อย เช่น สายพานราวลิ้นเป็นของสิ้นเปลือง และต้องเปลี่ยนตามระยะที่ผู้ผลิตกำหนด และโซ่ราวลิ้นมักจะไม่มีกำหนดการเปลี่ยนจากผู้ผลิต และคาดหวังว่าจะอยู่ได้ตลอดอายุการใช้งานของรถ\n\nนั่นทำให้บริษัทรถ รวมไปถึงผู้ใช้รถ หันมาชื่นชอบโซ่ราวลิ้นกันมากในช่วงยุคหลัง แม้จะเป็นรถที่มีราคาถูกหรือแพง เนื่องจากมันสามารถลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาครั้งใหญ่ของการเปลี่ยนสายพานราวลิ้น ที่อาจมีราคาแพงถึงหลักหมื่นบาทได้สำหรับรถบางรุ่นที่ห้องเครื่องคับแคบ แต่ว่า โซ่ราวลิ้นของเครื่องยนต์หลาย ๆ รุ่น ก็กลับสร้างปัญหาเพราะตัวดันโซ่ หรือ guide ที่ช่วยให้โซ่อยู่ในร่อง กลับเกิดปัญหาขึ้นมา จนโซ่ยืด และปัญหานี้มักเกิดขึ้นในรถยุโรปมากกว่ารถญี่ปุ่น แต่ก็ไม่เสมอไปเช่นกัน\n\nยิ่งไปกว่านั้น ในปัจจุบัน มีรถอยู่มากกว่า 2 รุ่น ใช้ระบบที่เหมือนจะนำเอาข้อเสียของทั้งสองรูปแบบมารวมกันเอาไว้ เกิดเป็น สายพานราวลิ้นที่อยู่ในเครื่อง และจุ่มน้ำมันเครื่องเอาไว้\n\nหลายคนอาจจะคิดว่าการเอาสายพานไปจุ่มน้ำมันเครื่องจะเป็นเรื่องไม่ดีในตัวมันเอง เพราะยังไงก็ตามสายพานจะละลายแน่นอน แต่ว่า ถ้าหากใช้น้ำมันเครื่องให้ถูกต้องตามที่กำหนดเอาไว้ นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือสายพานไม่สามารถเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดอายุขัยของรถได้อย่างแท้จริง และทำให้สายพานยังต้องมีระยะเวลาในการเปลี่ยนอยู่ ซึ่งเมื่อนำสายพานไปไว้ในเครื่อง ก็จะทำให้การเปลี่ยนนั้นยุ่งยากเสียจนเราต้องตั้งคำถามว่า ทำไปเพื่ออะไร?\n\nบางครั้ง ถ้าหากยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทสำคัญบทท้องถนนอย่างเต็มที่ คำถามดังกล่าวนี้ก็คงล้าหลังไปหมดสิ้นกัน แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น คุณลองไปสังเกตดู ว่ารถที่ใช้อยู่นั้น ใช้สายพานราวลิ้น หรือโซ่ราวลิ้นกันแน่\n","timingbelt.png","",null,"timingbelt_i.png",[],"12 กรกฎาคม 2565",1777136592006]