[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220712140228565309",2,5,"ค้นหาชนิดน้ำมันที่เติมแล้วประหยัดเงินที่สุดให้รถของคุณ","ในช่วงน้ำมันแพง ผู้เขียนมักได้ยินคำถามว่าเติมน้ำมันชนิดใดประหยัดที่สุดอยู่บ่อยครั้ง หลายคนที่สงสัยเช่นนี้เป็นเพราะมันมีคำบอกเล่าทำนองว่า E85 ราคาถูกกว่า แต่อัตราสิ้นเปลืองก็แย่กว่า ไม่คุ้มหรอก .. แท้ที่จริงแล้ว การจะตัดสินว่าน้ำมันชนิดใดที่เติมแล้วประหยัดเงินที่สุดนั้น ไม่ใช่ราคาน้ำมันที่เติมในแต่ละครั้ง แต่เป็นค่าน้ำมันต่อระยะทางที่รถเราวิ่งไป (บาท / กิโลเมตร) ที่วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการหาค่าดังกล่าวเพื่อช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้นว่าน้ำมันที่เราเข้าใจว่ามันราคาถูกนั้น แท้จริงแล้วมันช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันของเราได้จริงหรือไม่\n\nอันดับแรก ต้องรู้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง “กิโลเมตร ต่อ ลิตร” ที่รถเราทำได้ด้วยน้ำมันแต่ละชนิด\nการคำนวณหาอัตราสิ้นเปลืองนั้นมีวิธีพื้นฐานที่ใช้ได้กับรถทุกรุ่นทุกแบบ คือเติมน้ำมันชนิดที่ต้องการรู้อัตราสิ้นเปลืองให้เต็มถัง จากนั้นรีเซ็ทตัววัดระยะทาง (Trip meter) แล้วขับใช้งานจนน้ำมันหมดถัง จากนั้นเมื่อนำรถไปเติมน้ำมัน ให้นำระยะทางที่วิ่งไปได้นับตั้งแต่เติมน้ำมันเต็มถังครั้งก่อน (กิโลเมตร) หารด้วยปริมาณน้ำมันที่เติมเข้าไปในครั้งนี้ (ลิตร) ก็จะได้อัตราสิ้นเปลืองหน่วยเป็น “กิโลเมตรต่อลิตร” ส่วนครั้งต่อไปหากต้องการคำนวณอัตราสิ้นเปลืองของน้ำมันชนิดอื่นที่เราต้องการ ก็สามารถที่จะเลือกเติมน้ำมันชนิดอื่นที่ว่านั้นลงไปได้เลยเพื่อเตรียมคำนวณในครั้งต่อไป\n\nทั้งนี้สำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ อาจใช้วิธีการรีเซ็ทค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองที่แสดงบนหน้าปัดตั้งแต่ที่เติมน้ำมันเต็มถัง ขับใช้งานจนน้ำมันหมดถัง แล้วบันทึกค่าบนหน้าปัดที่มักแสดงเป็น KM/L (กิโลเมตรต่อลิตร) จากนั้นให้รีเซ็ทมันอีกเมื่อเติมน้ำมันชนิดถัดไป หรือเมื่อต้องการวัดอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยของน้ำมันถังถัด ๆ ไป สำหรับรถใครที่ใช้หน่วยวัดอัตราสิ้นเปลืองเป็น L/100KM ก็ให้นำ 100 ตั้งแล้วหารด้วยค่าอัตราสิ้นเปลือง ก็จะได้เป็นหน่วย “กิโลเมตรต่อลิตร” เพื่อนำไปคำนวณค่าใช้จ่ายในลำดับถัดไป\n\nคำแนะนำเพิ่มเติม: จดบันทึกค่าอัตราสิ้นเปลือง “กิโลเมตรต่อลิตร” จากวิธีข้างต้นนี้หลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้ครอบคลุมลักษณะการขับขี่หลากหลายรูปแบบตามการใช้รถในชีวิตประจำวันของเรา จากนั้นจึงค่อยนำค่าเหล่านี้มาเฉลี่ยกันเพื่อนำไปหาค่าใช้จ่ายต่อระยะทางในขั้นตอนต่อไป\n\nลำดับต่อมา คำนวณหาค่า “บาท ต่อ กิโลเมตร” \nขั้นตอนนี้จะทำให้ได้รู้ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงในการเติมน้ำมันน้ำมันแต่ละชนิดในรถของเรา \nตัวอย่างนี้จะขอสมมุติให้เราผ่านกระบวนการหาค่าอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยของน้ำมันแต่ละชนิดจากวิธีข้างต้น โดยให้สมมุติว่าเติม Gasohol 95 เฉลี่ยได้ 14.5 กิโลเมตรต่อลิตร E20 ได้ 13.7 กิโลเมตรต่อลิตร และแถม บังเอิญว่ารถของเรานั้นเติม E85 ได้ด้วย ก็เลยขอสมมุติให้รถคันนี้วัดอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยเมื่อใช้ E85 ได้ 11.7 กิโลเมตรต่อลิตร\n\nจากนั้นให้ตรวจสอบราคาน้ำมัน โดยในตัวอย่างนี้จะสมมุติให้ ราคาน้ำมัน Gasohol95 ลิตรละ 38.75 บาท E20 ลิตรละ 37.64 บาท และ E85 ลิตรละ 30.94 บาท\nให้นำ ราคาน้ำมันต่อลิตร (บาท) หารด้วย อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย (กิโลเมตร / ลิตร) \n\nจะได้ว่าสำหรับรถตัวอย่างคันนี้ เมื่อเติมน้ำมัน Gasohol95 จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 38.75 / 14.5 = 2.67 บาทต่อกิโลเมตร ในขณะที่เมื่อเติมน้ำมัน E20 จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 37.64 / 13.7 = 2.75 บาทต่อกิโลเมตร และเมื่อเติมน้ำมัน E85 จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 30.94 / 11.7 = 2.64 บาทต่อกิโลเมตร\nจนถึงบรรทัดนี้แล้ว เชื่อว่าผู้อ่านคงจะได้ไอเดียในการนำวิธีการหารตัวเลขต่าง ๆ เหล่านี้ ไปใช้ทดสอบและคิดค่าน้ำมันของรถตัวเองว่าแท้จริงแล้ว ที่เราเติมน้ำมันราคาถูกหรือแพงนั้น เมื่อขับใช้งานออกไปในชีวิตประจำวันแล้ว เราจ่ายเงินต่อระยะทางที่วิ่งไปถูกหรือแพงกว่ากันเพียงใด\n","b-fuelcostperkm.png","",null,"b-fuelcostperkm_i.png",[],"12 กรกฎาคม 2565",1777136591796]