[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220712140229440517",2,5,"ความรู้นอกกรอบ เชื่อหรือไม่ กรองอากาศ ยิ่งเก่า ยิ่งกรองได้ดี!","ตามคู่มือของรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบัน มักจะระบุให้เปลี่ยนกรองอากาศตามระยะ ทุก 40,000 กิโลเมตร หรือทุก 2 ปี ตามแต่การใช้งาน ซึ่งนี่เป็นคำแนะนำที่เหมาะสมแล้ว ไม่นานเกินไป ไม่เร็วเกินไป แต่เดี๋ยวก่อน การเปลี่ยนกรองอากาศนั้นเร็วเกินไปได้ด้วยหรือ? บางท่านอาจจะสงสัย ถ้ากรองอากาศสะอาดเปลี่ยนมันทุก 10,000 กิโลเมตร หรือรอบถ่ายน้ำมันเครื่องได้ก็ดีกว่าไหม?\n\nมีสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจจะไม่ได้นึกถึง หรือไม่ทราบ แต่ว่า กรองอากาศรถยนต์นั้นมีหน้าที่ในการกรองฝุ่นและสิ่งแปลกปลอมออกจากเครื่องยนต์ ซึ่งมีความแตกต่างจากหน้ากากอนามัยที่กรองเอาเชื้อโรคออกจากปากของเรา เมื่อเราใช้แล้ว เราก็ควรจะทิ้งไปไม่แพร่เชื้อต่อไป แต่ว่ากรองอากาศรถยนต์เมื่อใช้แล้ว ฝุ่นก็จะยังติดคาอยู่ ไม่ได้ไปไหน ไม่ได้เข้าเครื่องยนต์\n\nนอกจากนั้น ถ้าหากกรองอากาศใช้ไประยะหนึ่งแล้ว เศษละอองฝุ่นหรือผงต่าง ๆ ที่ถูกกรองเอาไว้ จะปิดช่องหรือรูของส่วนกระดาษกรอง และผลที่ตามมาคือ สิ่งแปลกปลอมที่เข้าเครื่องยนต์ใหม่ ๆ นั้น ก็จะมีรูให้ผ่านไปได้น้อยลง หรือพูดสรุปง่าย ๆ ได้ว่า กรองอากาศเครื่องยนต์นั้น ยิ่งใช้นานไป จะยิ่งกรองฝุ่นได้ดีขึ้น!\n\nนี่ไม่ได้หมายความว่าเราแนะนำให้ใช้กรองอากาศต่อไปเรื่อย ๆ จนครบ 200,000 กิโลเมตรนะครับ กรองอากาศเมื่อเก่าไปถึงระดับหนึ่ง กระดาษกรองก็จะตันมากขึ้น ในระยะแรกก็จะทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่เมื่อใช้ต่อไปเรื่อย ๆ จนตันมาก ๆ ก็จะเกิดสุญญากาศ และกรองกระดาษที่ตันนี่เองก็จะยุบ เสียรูป และอาจถูกดูดเข้าเครื่องยนต์จนเกิดความเสียหายได้\n\nข้อสรุปของเรา จึงออกมาเช่นนี้ คุณผู้ใช้รถไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกรองอากาศบ่อยเกินกว่าที่ผู้ผลิตกำหนด แต่ก็ไม่ควรละเลยปล่อยกรองอากาศเครื่องยนต์ให้เก่าจนเกินไป เพื่อรักษาเอาไว้ซึ่งประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ และป้องกันความเสียหายจากกรองอากาศที่เสียรูป\n","dirtyfilter.png","",null,"dirtyfilter_i.png",[],"12 กรกฎาคม 2565",1777136591791]