[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220712140231003543",2,6,"3 เรื่องควรรู้ก่อนเริ่มหันมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%","ไม่ว่าคุณกำลังจะมองหารถ EV คันใหม่มาทดแทนรถน้ำมันคันเดิมเพื่อหนีค่าน้ำมันที่มีแนวโน้มแพงขึ้นในช่วงปีนี้ หรือจะเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์รักสิ่งแวดล้อม วันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านมาลองทบทวนกันดูว่า รถ EV ที่คุณกำลังอยากได้นั้น จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณได้อย่างลงตัวหรือไม่\n\nข้อ 1 เลือกรถที่มีระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง เพียงพอต่อการใช้งานในทุก ๆ วัน\n\nหลักคิดง่ายที่สุดคือ เราใช้รถเฉลี่ยวันละกี่กิโลเมตร รถของเราก็ควรจะมีระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง มากกว่าระยะที่เราใช้งานอยู่ราว 30-50% เพื่อให้ถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย\n\nระยะทางที่รถ EV ในตลาดยุคปัจจุบันที่มีราคาตั้งแต่ 8 แสนไปจนถึง 2 ล้านบาทนั้น ส่วนใหญ่จะมีระยะทางวิ่งได้ต่อการชาร์จตั้งแต่ 170 ถึง 350 กิโลเมตรต่อครั้ง ดังนั้นหากเรามีไลฟ์สไตล์ในการใช้รถที่ค่อนข้างเป็นแบบแผนซ้ำไปซ้ำมาในทุก ๆ วัน เช่น ขับรถไปกลับบ้าน ที่ทำงาน ในวันธรรมดาด้วยรถ EV 100 กิโลเมตรทุกวัน การเลือกรถ EV ที่มีระยะทางที่วิ่งได้ 150-200 กิโลเมตร ก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งาน \n\nกลับกัน หากใครที่ชีพจรลงล้อ ต้องเดินทางข้ามจังหวัดตลอดเวลา ถึงแม้จะสามารถหารถที่มีระยะวิ่งไกลๆ ได้ ก็อาจจะต้องมีการวางแผนการเดินทางหาสถานีชาร์จระหว่างทางให้ดี และอาจต้องเผื่อเวลาในการเดินทางไว้สำหรับการชาร์จระหว่างทางอีก หรือหากสถานที่ที่จะต้องเดินทางไปนั้นไม่สามารถใช้รถ EV ได้จริง ๆ ก็ควรจะให้แน่ใจว่าเรามีทางเลือกในการเดินทางอื่นรองรับไว้ด้วยเช่นกัน\n\nข้อ 2 อย่าลืมคิดด้วยว่ารถเรามีหัวชาร์จแบบไหน รองรับกับตู้ชาร์จระหว่างทางหรือไม่\n\nสำหรับมาตรฐานการชาร์จแบบปกติ (ชาร์จช้า) นั้นคือการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Charging) ที่ใช้เวลาในการชาร์จให้เต็มต่อครั้งราว 6-12 ชั่วโมง โดยหลัก ๆ นั้นจะมีอยู่สองแบบที่แพร่หลายนั้นคือ “Type 1” ที่เป็นมาตรฐานจากทางฝั่งอเมริกา โดยเราจะพบหัวชนิดนี้ได้ในรถ EV นำเข้ายุคแรก ๆ ในไทย ส่วนชนิดที่ได้รับความนิยมในช่วงหลังนี้ และถือเป็นมาตรฐานหลักของไทยนั้นก็คือหัวชนิด “Type 2” ที่เป็นมาตรฐานจากทางฝั่งยุโรป ที่ปัจจุบันมีสถานีชาร์จให้บริการเป็นจำนวณมากกว่าชนิด Type 1 แต่หากเรามีแผนที่จะติดตั้ง Wall box สำหรับชาร์จรถของเราที่บ้านอยู่แล้ว ก็อาจจะไม่ต้องเป็นกังวลมากนัก เพราะเราสามารถเลิกติดตั้ง Wall box ให้ตรงกับชนิดของรถที่เราใช้งานได้เลย ส่วนการเสียบสายชาร์จเข้ากับปลั้กไฟบ้านกับสายที่แถมมากับรถ หากจะใช้เป็นประจำนั้นก็คงไม่เหมาะ เพราะโดยส่วนใหญ่สายพวกนี้มักจะมีการจำกัดกระแสไว้ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยกับระบบไฟบ้าน อาจใช้เวลาในการชาร์จนานกว่า 18-24 ชั่วโมงเลยทีเดียว\n\nส่วน Fast Charge หรือการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC Charging) นั้นจะเป็นบริการตามจุดให้บริการปั้มน้ำมัน หรือตู้ชาร์จสาธารณะสมัยใหม่ โดยจะสามารถจ่ายไฟชาร์จให้รถได้ถึง 80% ได้ภายในเวลา 30-50 นาที หรือเร็วกว่านั้นขึ้นอยู่กับกำลังไฟที่ตู้ชาร์จสามารถจ่ายได้ และความสามารถในการรับกำลังไฟของตัวรถเอง\n\nหัวชาร์จ DC นั้นอาจแตกต่างกันตามแต่ละยี่ห้อ แต่โดยหลัก ๆ แล้วสำหรับรถจากทางฝั่งยุโรปและจีนในปัจจุบัน ก็มักจะใช้หัวชนิด Type 2 CCS Combination ส่วนรถจากทางฝั่งญี่ปุ่นก็มักจะนิยมให้หัวชาร์จแบบ CHAdeMO ปัจจุบันตู้ชาร์จ DC Fast Charge หลาย ๆ ตู้ในบ้านเรา มักจะมีหัวรองรับทั้งชนิด Type 2 CCS และ CHAdeMO อยู่ด้วยกันอยู่แล้ว รายละเอียดตรงจะสำคัญเมื่อเราต้องใช้รถ EV เดินทางข้ามจังหวัด ซึ่งผู้ขับควรจะต้องวางแผนเส้นทางและหาจุดชาร์จที่รองรับการชาร์จเร็วให้ตรงกับแบบหัวชาร์จของรถเราไว้ล่วงหน้า\n\nข้อ 3 อยู่บ้านหรือคอนโด ต้องคิดให้ถี่ถ้วน\n\nวงจรชีวิตของรถ EV ส่วนใหญ่นั้นมักจะคล้ายกับโทรศัพท์สมาร์ทโฟนอยู่ นั้นคือทำงานในเวลากลางวัน และกลับมาชาร์จพลังในตอนเราพักผ่อนที่บ้าน ส่วนช่องชาร์จสาธารณะส่วนใหญ่ก็มักมีไว้แค่เติมพลังระหว่างวันเวลาที่ต้องออกนอกเส้นทางไปไกล ๆ ซึ่งสำหรับคนที่อยู่คอนโดอาจจะมีข้อจำกัดในส่วนนี้ เพราะเมื่อถึงเวลาจะต้องชาร์จ สถานีชาร์จนั้นก็อาจจะไม่ว่างจริง ๆ ก็ได้ ดังนั้นหากต้องใช้รถเป็นประจำและต้องชาร์จทุกวัน ก็ให้แน่ใจว่าจะมีที่ชาร์จรองรับการใช้งานของเราเมื่อต้องการได้จริง ๆ\n","b-EVgoodtoknow.png","",null,"b-EVgoodtoknow_i.png",[],"12 กรกฎาคม 2565",1777136591741]