[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220712140232296903",2,5,"ก่อนจะเอารถลงสนาม ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?","ในปัจจุบันนี้ การเอารถลงสนามแข่งนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้นมาก เนื่องจากมีสนามแข่งใหม่ ๆ เปิดให้นำรถเข้าไปทดสอบกันหลากหลายแห่งอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ และค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้สูงเลย มันเป็นความใฝ่ฝันของนักขับหลายคนที่จะนำรถของตัวเองไปลองวิ่งในสนามแข่งดูซักครั้ง แต่ว่า ก่อนที่เราจะนำรถคันเก่งไปขับอย่างเต็มประสิทธิภาพนั้น มีอะไรบ้างที่ควรจะตรวจสอบก่อน?\n\nโดยปกติแล้วเราต้องตรวจสอบรถในการใช้งานอยู่ประจำ ทั้งของเหลวหรือสภาพของอุปกรณ์ต่าง ๆ แต่ในการขับในสนามนั้น ด้วยความโหดหินของการเหยียบคันเร่ง เข้าโค้งและเบรค ขับเร็วอย่างเต็มที่ตลอดเวลา จึงทำให้การสึกหรอและการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์สิ้นเปลืองต่าง ๆ รวดเร็วมากขึ้นเป็นอย่างมาก\n\nยกตัวอย่างเช่น ยาง ซึ่งแม้ว่าบนถนนเราจะขับเร็ว และรู้สึกว่ายางอยู่ได้นานหลายหมื่นกิโลเมตร แต่การลงสนามเพียงครั้งเดียว ด้วยพื้นของแทรคที่ออกแบบมาเพื่อการยึดเกาะมากกว่าปกติ เนื้อยางจะสึกหรอเร็วเป็นอย่างมาก ยางทั่ว ๆ ไป มักจะทนการขับสนามได้ไม่เกิน 30-50 รอบ แล้วแต่ผิวสนาม ช่วงล่างรถ และรุ่นของยาง โดยยางแทรคเฉพาะอาจจะได้ถึง 100 รอบ ถ้าหากเป็นรถที่น้ำหนักเบา ซึ่งโดยปกติแล้วถ้าหากวิ่งทั้งวัน ก็จะใช้ได้แค่ครั้งสองครั้งเท่านั้น จะคาดหวังให้ยางอยู่ยาวทั้งปีก็ไม่ได้ถ้าหากวิ่งบ่อย\n\nอีกหนึ่งเรื่องที่มีความสำคัญคือระบบเบรค การขับในสนามนั้นโหดร้ายต่อทั้งผ้าเบรคและน้ำมันเบรคมาก ด้วยความร้อนที่สะสมจากการเบรคเต็มที่หลายครั้ง หนักหน่วงกว่าการขับถนนมาก ผ้าเบรคอาจจะถึงขั้นไหม้และหยุดรถไม่ได้ หรือแตกหักหลังการใช้งานถ้าเป็นผ้าเบรคชนิดทั่วไป และน้ำมันเบรคชนิดทั่วไปก็จะถึงจุดเดือดเร็วกว่าน้ำมันเบรครถซิ่งโดยเฉพาะ จึงควรพิจารณาเปลี่ยนทั้งสองจุดนี้ก่อนลงสนาม และเตรียมของไปเปลี่ยนหลังจากวิ่งเสร็จแล้วด้วย\n\nอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือของเหลว โดยเฉพาะน้ำมันเครื่อง การวิ่งที่รอบสูงอยู่ตลอดเวลาในความร้อนระอุ จะทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมเร็วขึ้นมาก จากรถที่วิ่งซิ่งบนถนนเป็นปกติอาจจะเปลี่ยนทุก 5,000 กิโลเมตรพอได้ พอวิ่งสนามบ่อย ๆ ก็อาจจะต้องลดลงเหลือเพียง 1,500-2,000 กิโลเมตร\n\nนี่ยังไม่นับถึงความพร้อมในส่วนต่าง ๆ ของตัวรถอย่างอื่น ถ้าหากรถมีปัญหาบนท้องถนนก็อาจจะเซ็ง แต่ถ้าหากรถมีปัญหาบนสนามแข่ง นอกจากจะเซ็งแล้วยังอาจสร้างอันตรายได้มากกว่าในบางด้าน หรือรถที่น้ำมันเครื่องรั่วซึมมาก ก็อาจจะทำให้สนามแข่งต้องหยุดพัก Session ไปบางช่วงเลยทีเดียว ระบบความร้อนก็เช่นกัน ถ้าหากรถที่ระบบความร้อนทำงานปกติ และออกแบบมาเผื่อเยอะ ๆ จะวิ่งสัก 10 รอบต่อกันก็อาจจะยังพอทนได้ แต่สำหรับรถที่มีอายุมากหน่อย ถ้าหากระบบไม่สมบูรณ์ วิ่งเพียง 1 รอบก็อาจจะฮีทได้\n\nนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้การวิ่งสนามไม่ได้มีเพียงแค่ค่าเช่าสนามเท่านั้น ถึงกระนั้น การขับรถในสนามก็เป็นความสนุกที่เทียบกับบนถนนไม่ได้ และมีความคุ้มค่าอย่างแน่นอน เพียงแค่เราต้องเข้าใจและปรับปรุงรถให้สามารถรองรับการใช้งานได้ ก็เพียงเท่านั้นเอง\n","beforetrack.png","",null,"beforetrack_i.png",[],"12 กรกฎาคม 2565",1777136591681]