[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220712140232489034",2,4,"กระทรวงการคลังเตรียมปรับภาษีสรรพสามิตรถใหม่ เพื่อสนับสนุนความปลอดภัยบนท้องถนน","เป็นที่พูดถึงกันมากในช่วงนี้ เกี่ยวกับการปรับภาษีสรรพสามิตรถใหม่ เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าการปรับภาษีสรรพสามิต จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการรถยนต์ได้แบบที่เคยเป็นมาก่อนหลายครั้ง ยกตัวอย่างเช่น สิทธิประโยชน์ภาษีสรรพสามิตรถ Eco Car ที่เคยถูกใช้ตั้งแต่ปี 2010 แน่นอนครับว่าความน่าสนใจจึงอยู่ที่ การค้นหาว่าการปรับครั้งนี้มีเพื่อสนับสนุนรถประเภทใด\n\nจากข้อมูลที่มีออกมาแล้ว การปรับภาษีสรรพสามิตครั้งนี้ จะเป็นการสนับสนุนใน 2 เรื่องหลัก ๆ 1. ความต้องการให้บริษัทรถยนต์หันมาลงทุนเกี่ยวกับรถยนต์ EV ให้มากขึ้น ทั้งในแบบ Battery EV และรถ Plug-in Hybrid และ 2. การพยายามโน้มน้าวให้บริษัทรถยนต์ใส่อุปกรณ์ความปลอดภัยขั้นสูง ADAS มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน\n\nโดยภาษีสรรพสามิตของรถ EV นั้น จะถูกลดลงเหลือเพียง 2% สำหรับรถยนต์นั่ง และ 0% สำหรับรถยนต์พาณิชย์ (รถกระบะ) แต่ไม่เพียงเท่านั้น ภาษีสรรพสามิตเรทใหม่นี้จะให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัย ADAS ซึ่งจะประกอบไปด้วย\n\n1. ระบบเตือนเมื่อออกจากเลน Lane Departure Warning\n2. ระบบรักษารถให้อยู่ในเลน Lane Keep Assist \n3. ระบบเบรกฉุกเฉิน Advance Emergency Braking System\n4. ระบบเตือนการชนด้านหน้า Forward Collision Warning \n5. ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผัน Adaptive Cruise Control\n6. ระบบเตือนวัตถุในจุดอับสายตา Blind Spot Monitoring \n\nโดยรถยนต์นั่ง EV จะได้รับการลดอัตราภาษี ก็ต่อเมื่อมีอุปกรณ์เหล่านี้ 4 อย่างขึ้นไป ในขณะที่รถสันดาปต้องมี 2 อย่างขึ้นไป ส่วนรถกระบะ EV จะต้องมี 2 อย่าง และรถสันดาป 1 อย่าง\n\nนอกจากนี้ ยังจะมีการแยกประเภทของรถ Hybrid ซึ่งจากเดิมเพียงแค่มีแบตเตอรี่ใส่ก็เพียงพอแล้ว แต่คราวนี้ จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่สำหรับรถ Plug-in Hybrid โดยเฉพาะ ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดีกว่ารถยนต์ Hybrid แบบธรรมดา มากพอสมควรเลยทีเดียว\n\nโดยนโยบายภาษีนี้ จะเริ่มต้นใช้เป็นระลอก เริ่มจากปี 2565 นี้ ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงเต็มตัวในปี 2569 และปรับขึ้นในปี 2571 และ 2573 สำหรับรถยนต์สันดาปและรถ Hybrid ธรรมดา ซึ่งก็จะใช้อัตราภาษีที่วัดจากค่า CO2 เหมือนกับที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ แต่จะมีความเข้มงวด และเก็บในเรทที่แพงขึ้น โดยลิมิทของการปล่อยมลพิษต่ำลง\n\nมีความชัดเจนครับ ว่าการจัดเก็บภาษีนี้มีอิทธิพลต่อตลาดรถยนต์ มากในระดับเดียวกับยอดขายเลย ในหลายกรณี ถ้าหากไม่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีนี้ บริษัทรถก็อาจจะเกิดความขี้เกียจในการยัดเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาให้ ในมุมหนึ่ง มันก็เป็นประโยชน์ครับ แม้ว่าหลายคนอาจจะยังคงคิดว่ามันไม่พอก็ตาม\n","excisetax.png","",null,"excisetax_i.png",[],"12 กรกฎาคม 2565",1777136591686]