[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220803124428939161",2,6,"รถยนต์พลังงานไฟฟ้าคิดภาษีประจำปีกันอย่างไร  ","โดยทั่วไปแล้วเจ้าของรถจะต้องมีหน้าที่เสียภาษีประจำปีกับกรมการขนส่งทางบกเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งอัตราภาษีที่เราคุ้นเคยนั้นก็จะคิดตามขนาดความจุของกระบอกสูบเครื่องยนต์นั่นเอง  โดยวิธีการคำนวณนั้นได้ถูกอ้างอิงจาก อัตราภาษีรถตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522  และสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่งและติดตั้งเครื่องยนต์สันดาป รวมถึงรถยนต์ไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริดนั้น ก็จะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันในการคำนวณทั้งสิ้น กล่าวคือ อัตราภาษีประจำปีจะคิดตามความจุกระบอกสูบเครื่องยนต์ ซีซี ละ 0.5 บาท สำหรับ 600 ซีซี แรก จากนั้นขึ้นเป็น ซีซี ละ 1.5 บาท สำหรับ ซีซี ที่ 601 – 1,800 และถ้าหากเครื่องยนต์มีขนาดใหญ่กว่า 1,800 ซีซี จะคิด ซีซี ละ 4 บาท สำหรับ ซีซี ที่ 1,801  เป็นต้นไป \n\nยกตัวอย่างเช่น รถ Toyota Camry Hybrid 2.5L มีความจุกระบอกสูบเครื่องยนต์อยู่ที่ 2,487 ซีซี ดังนั้นอัตราภาษีประจำปีจะอยู่ที่ (600 x 0.5) + ((1800 –600) x 1.5) + ((2487-1800) x 4) = 4,848 บาท \nแต่ถ้าหากเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าซึ่งไม่มีเครื่องยนต์ การคิดอัตราภาษีตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 จะอ้างอิงจากน้ำหนักของตัวรถแทน ซึ่งอัตราต่ำสุดจะอยู่ที่ 150 บาท สำหรับรถยนต์ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 500 กิโลกรัม และอัตราภาษีจะแพงขึ้นตามขั้นบันไดไปจนถึงขั้นแพงที่สุดอยู่ที่น้ำหนักรถตั้งแต่ 7,000 กิโลกรัม ขึ้นไปจะคิดราคาที่ 3,600 บาท \n\nยกตัวอย่างเช่น รถ MG ZS รุ่น X มีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 1,610 กิโลกรัม จะอยู่ในช่วงอัตราภาษีของน้ำหนักย่าน 1,501 - 1,750 กิโลกรัม คิดค่าภาษีอยู่ที่  1,300 บาท แต่ถ้าหากเป็นรถ Mercedes-Benz EQS 450+ AMG Premium จะมีน้ำหนักตัวถึง 2,480 กิโลกรัม ซึ่งอยู่ในช่วงอัตราภาษีของน้ำหนักย่าน 2,001 - 2,500 กิโลกรัม คิดค่าภาษีอยู่ที่เพียง 1,900 บาท\n\nจะเห็นได้ว่าเกณฑ์ในการคิดอัตราภาษีประจำปีของรถยนต์ในประเทศไทยนั้นได้ถูกประกาศใช้มานานหลายสิบปีแล้ว ซึ่งในสมัยก่อนนั้นเทคโนโลยียานยนต์ไม่ได้ก้าวหน้าขนาดนี้ และยังใช้แนวคิดที่ว่ายิ่งรถที่มีเครื่องยนต์ที่ใหญ่ย่อมเป็นรถที่แรง ดังนั้นก็ย่อมเก็บภาษีเยอะขึ้นตาม  และหากว่ารถนั้นไม่มีเครื่องยนต์ก็จะใช้น้ำหนักในการคิดแทน และถ้าหากรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ถึงแม้จะมีความจุแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้น แต่ว่าถูกสร้างด้วยเทคโลยีวัสดุที่น้ำหนักเบา เช่น ตัวถังที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์  ก็มักจะได้เปรียบเรื่องน้ำหนักที่เบาและทำให้ค่าภาษีประจำปีถูกลงได้อีกด้วย\n\nอย่างไรก็ตามเราคงจะได้เห็นการคิดอัตราภาษีประจำปีแบบนี้ไปอีกนาน เพราะจวบจนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีวี่แววว่ากรมการขนส่งทางบกจะมีแผนปรับปรุงหลักการคิดอัตราภาษีประจำปีเลย \nทำให้นอกจากเราจะได้เห็นพ่อค้าแม่ค้าที่ใช้รถกระบะสี่ประตูบ่นว่าค่าภาษีแพงกว่ารถเบนซ์อยู่เนืองๆ แล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะได้ยินคำบ่นที่ว่ารถยนต์ไฟฟ้าราคาหลายสิบล้านอาจจะเสียภาษีถูกกว่ารถไฟฟ้าราคาหลักแสนเพราะน้ำหนักเบากว่าก็เป็นได้เช่นกัน\n","kw-evtax0565.png","",null,"kw-evtax0565_i.png",[],"3 สิงหาคม 2565",1777136591296]