[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220809154619119725",2,5,"ทำไมรถสีขาวถึงต้องเพิ่มเงินแพงกว่าสีอื่น?","เป็นคำถามที่น่าจะคาใจคนที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อรถหลาย ๆ คนเวลาที่กำลังตัดสินใจเลือกสีแล้วกลับพบว่า “สีขาวสำหรับรุ่นนี้ต้องเพิ่มเงินนะครับ” ไม่เพียงแค่สีขาว แต่ในปัจจุบันนี้หลาย ๆ สีที่เป็นสีสันสดใสดูแปลกตา ผู้ผลิตก็อาจจะเพิ่มราคาขายจากสีอื่น ๆ ได้เหมือนกัน วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยนี้กัน\n\nการที่ผู้ผลิตคิดราคาเพิ่มเมื่อผู้ซื้อเลือกสีบางสี เช่นสีขาวนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะแค่ค่าการตลาดหรือต้องการที่จะโหนกระแสเรื่องการเลือกสีรถแต่อย่างใด แต่มันสะท้อนมาจากต้นทุนในการผลิต ปัจจัยที่ทำให้สีรถบางสีโดยเฉพาะสีขาว มีต้นทุนในการผลิตที่แพงกว่าสีอื่น ๆ สามารถแจกแจงแจงเป็นประเด็นได้ดังต่อไปนี้\n\nสีขาวสำหรับรถยนต์นั่งทั่วไปที่ไม่ใช่สีขาวแบบที่เราคุ้นเคยแบบสีรถบรรทุกของ แต่เป็นสีขาวมุก (White Pearl) ซึ่งมีขั้นตอนการพ่นในระหว่างการผลิตที่ซับซ้อนกว่าสีขาวดาด ๆ (Solid White) ที่เราพบได้ในสีขาวบนรถบรรทุกอยู่ สีขาวโซลิดโดยทั่วไปนั้นส่วนใหญ่จะเป็นสีชนิด “Single Stage” คือเนื้อสีที่พ่นทับเหล็กรถ จะมีการพ่นเพียงชั้นรองพื้นต่อด้วยเนื้อสีแล้วเสร็จขั้นตอน (มีเนื้อสีแค่ชั้นเดียว) แต่สำหรับสีขาวมุกในรถยนต์นั่งที่ราคาสูงขึ้นมาหน่อย นอกจากจะมีเนื้อสีขาวที่พ่นลงไปแล้วนั้น จะต้องมีการเพิ่มเนื้อสีที่มีส่วนผสมของเกล็ดมุกตามชื่อสี White Pearl หรือบางยี่ห้ออาจจะเรียกว่า Diamond White และปิดท้ายด้วยการพ่นชั้นสีเคลียร์ (สีใส หรือแลกเกอร์) จะเห็นได้ว่าชั้นสีที่กว่าจะให้ตัวรถเปล่งประกายดูระยิบระยับเหมือนสีขาวไข่มุกได้นั้น มีขั้นตอนการพ่นที่ซับซ้อนกว่าสีขาวพื้นฐานอยู่มาก จึงทำให้ต้นทุนในการผลิตมีสูงกว่าทำให้ผู้ผลิตมักจะเลือกชาร์จราคาเพิ่มเติมจากสีมาตรฐานทั่วไป\n\nนอกจากสีขาวแล้ว เราอาจจะยังพบสีพิเศษอื่น ๆ ที่มีการคิดราคาค่าสีแพงกว่ารุ่นปกติด้วยเช่นกัน เช่นสีส้มโมนาร์ช (Monarch Orange) ของนิสสัน สีแดง Soul Red Crystal ของมาสด้า หรือสีดำบางชนิดในรถค่ายยุโรป ที่มีประกายเมทัลลิกอยู่ในเนื้อ กล่าวคือในเนื้อสีบางชั้นนั้นจะต้องมีการพ่นสีที่ผสมผงโลหะพิเศษเข้าไป เพื่อให้เมื่อสีถูกแสงแดดแล้วจะเปล่งประกายออกมาได้ด้วยนั้นเอง ซึ่งตรงนี้ก็อาจจะทำให้โครงสร้างสีโดยรวมของรถคันนั้น แทนที่จะมีเพียงชั้นรองพื้น ชั้นเนื้อสี และชั้นแลกเกอร์สีเคลียร์ รวมกันเป็น 3 ชั้นโดยพื้นฐาน อาจจะต้องมีการเพิ่มชั้นเป็น 4 หรือ 5 ชั้นสี จากการพ่นสีที่มีการผสมเมทัลลิกต่าง ๆ ลงไปด้วย ทำให้ต้นทุนในการผลิตแพงกว่าเนื่องจากต้องมีการพ่นสีลงไปมากขั้นตอนกว่าปกติ\n\nเมื่อเข้าใจถึงความซับซ้อนในการผลิตของสีขาวมุกหรือสีพิเศษอื่น ๆ ดังนี้แล้ว ก็อาจจะมีคำถามตามมาอีกว่า แล้วทำไมสีอื่น ๆ ที่อาจมีขั้นตอนการพ่นที่ซับซ้อนไม่แพ้กับสีขาวอย่างเช่นสีเงิน ซิลเวอร์เมทัลลิก หรือที่คนไทยเรียกติดปากกันว่าสีบรอนซ์เงิน ก็ต้องมีการพ่นชั้นสีเมทัลลิกนอกจากชั้นสีพื้นฐานด้วยแล้วนั้น ทำไมผู้ผลิตถึงไม่ค่อยเพิ่มราคากัน? คำตอบนั้นก็คือ “Economy of scale” สีจำพวกบรอนซ์นั้นส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นสีที่ได้รับความนิยมและมีการผลิตออกมาเป็นจำนวณมาก ผู้ผลิตก็อาจจะไม่พิจารณาเพิ่มราคาในส่วนดังกล่าว นอกจากนี้แล้วมันยังมีรายละเอียดทางเทคนิคอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่อีกมาก เช่นราคาของวัสดุที่ใช้ในการทำผงเมทัลลิก หรือผงขาวมุก ที่มีราคาถูกแพงต่างกันในแต่ละแบบสีอีกด้วย\n\nสุดท้ายนี้ก็หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะพอเข้าใจภาพรวมว่า การที่ผู้ผลิตรถยนต์เพิ่มราคาตัวเลือกสีบางสีในรถบางรุ่นนั้น มันไม่ได้มาเพียงแค่เพราะฝ่ายขายหรือฝ่ายการตลาดบริษัทรถอยากจะเล่นกับกระแสของสีใดสีหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยม แต่มันเป็นราคาที่มาจากต้นทุนในการผลิตด้วยนั้นเองครับ\n","whiteexp.png","",null,"whiteexp_i.png",[],"9 สิงหาคม 2565",1777136591156]