[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220816093648799422",2,4,"รวมรถเครื่องเทอร์โบในอดีต ย้อนดูเทคโนโลยีที่สร้างความสนุกและความประหยัดในเวลาเดียวกัน","“เทอร์โบ” ชื่อนี้หลายคนรู้จักเป็นอย่างดี แต่หลายคนก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร และคิดว่ามันเป็นของวิเศษที่ช่วยให้รถแรงขึ้นเฉย ๆ โดยหลักแล้วเทอร์โบชาร์จเจอร์ทำงานได้ด้วยการใช้ไอเสียมาปั่นอัดอากาศเข้าไปในเครื่องยนต์ เมื่ออากาศแน่นขึ้น ก็เพิ่มเชื้อเพลิง เพิ่มการจุดระเบิด ให้ปริมาตรความจุเท่าเดิม แต่สร้างพละกำลังเครื่องยนต์ได้มากขึ้น\n\nเทอร์โบชาร์จเจอร์ถูกใช้ครั้งแรกกับเครื่องบินลูกสูบ และรถถัง ก่อนที่จะถูกนำมาใช้กับรถยนต์ในปี 1962 ในรถ Oldsmobile Jetfire และ Chevrolet Corvair แต่ด้วยปัญหาเรื่องการใช้คาร์บูเรเตอร์ ซึ่งไม่สามารถจ่ายเชื้อเพลิงได้อย่างแม่นยำ รวมไปถึงการเป็นเทคโนโลยีใหม่ซึ่งผู้คนยังไม่ยอมรับ ทำให้มันไม่ประสบความสำเร็จเสียเท่าไหร่\n\nผ่านมาจนกระทั่งปี 1973 BMW ได้เปิดตัว BMW 2002 Turbo ซึ่งสร้างพละกำลัง 170 แรงม้าจากเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ทาง BMW แก้ไขปัญหาเรื่องการควบคุมการจ่ายเชื้อเพลิง และการชิงจุดระเบิด ด้วยการใช้หัวฉีด Kugelfischer อันเป็นหัวฉีดระบบกลไกที่ดีกว่าคาร์บูเรเตอร์เข้ามา แต่เพราะรถถูกเปิดตัวก่อนวิกฤติขาดแคลนน้ำมันปี 1973 ไม่นาน รถรุ่นนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน\n\nเห็นได้ชัดว่า เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า ก็ไม่อาจประสบความสำเร็จกับรถทั่วไป แต่ในปี 1975 Porsche ได้เปิดตัว Porsche 911 Turbo หรือที่เรียกว่า 930 ขึ้นมา สร้างตำนานหนึ่งในรถที่เร็วและแรงที่สุดในยุคสมัย ด้วยพละกำลังกว่า 260 แรงม้า รถที่มีราคาแพงมากกว่าเช่นนี้ เจ้าของจึงดูแลรักษา และมักจะเป็นคนที่สนใจในเรื่องรถยนต์ เทคโนโลยีเทอร์โบจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวเหมือนกับการใส่มาในรถทั่วไปแบบก่อนหน้านี้\n\nจนกระทั่งปี 1978 Saab ก็ได้ติดตั้งเทอร์โบชาร์จเจอร์เข้ากับ Saab 99 Turbo ซึ่งใช้ระบบหัวฉีดกลไกแบบ Bosch K-Jetronic ซึ่งมีความซับซ้อนน้อยกว่าระบบหัวฉีด Kugelfischer และยังคงข้อดีทุกอย่างเอาไว้ นับว่าเป็นรถทั่วไปรุ่นแรกที่ใช้เทอร์โบชาร์จเจอร์อย่างประสบความสำเร็จ ด้วยการผสานเอาประสิทธิภาพ พละกำลังกว่า 130 แรงม้า เข้ามาไว้ในตัวรถที่มีขนาดเล็กและขับขี่ได้ดี\n\nสำหรับประเทศไทยเอง รถยนต์ทั่วไปรุ่นแรก ๆ ที่ใช้เทอร์โบชาร์จเจอร์ ก็มี Mitsubishi Lancer Turbo ตัวถังที่เราเข้าใจกันว่าชื่อ Champ และ Nissan Bluebird Turbo ในช่วงปี 1985-1987 แต่ทั้งสองนั้นไม่ประสบความสำเร็จด้วยเหตุผลคล้ายเดิม คือ มันมีความซับซ้อนมากเกินไป ไม่เข้ากับภาพความเป็นรถบ้านใช้งานสบาย ๆ ของทั้งสองรุ่น รถรุ่นแรงที่ใช้เครื่องยนต์ธรรมดาอย่าง Toyota Corolla GTi กลับได้รับความนิยมมากกว่า\n\nแม้แต่ในปี 2003 ที่ Toyota เปิดตัว Toyota Soluna Vios Turbo ที่ในความเป็นจริงเป็นรถที่แรงกว่าตัวเลข 143 แรงม้าที่โบรชัวร์เขียนเอาไว้มาก แต่ด้วยราคาจำหน่ายที่ขึ้นไปเหยียบรุ่นพี่อย่าง Toyota Corolla Altis จึงทำให้ไม่ประสบความสำเร็จอยู่ดี\n\nถ้าหากไม่นับรถกระบะเทอร์โบดีเซลทั้งหลายในช่วงปลายยุค 90 และมองเฉพาะรถเก๋ง รถรุ่นแรกที่ใช้เทอร์โบชาร์จเจอร์และประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ก็คงจะเป็น Honda Civic Turbo ตัวถัง FC ที่เปิดตัวในปี 2015 ซึ่งถูกสร้างมาตามกระแส Downsizing ลดความจุเหลือ 1.5 ลิตร และเพิ่มเทอร์โบเพื่อสร้างพละกำลังถึง 173 แรงม้า มันไม่ใช่รถเทอร์โบรุ่นแรก หรือรุ่นที่สี่ หรือรุ่นที่สิบ ที่ขายในเมืองไทย แต่มันคือรถที่ทำให้เทคโนโลยีเทอร์โบชาร์จเจอร์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเสียที\n\nซึ่งก็น่าเสียดาย เพราะมันมาในยุคปลายของเครื่องยนต์สันดาป เทคโนโลยีทีทำให้เครื่องยนต์มีทั้งประสิทธิภาพและลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงนี้ ในอีกไม่ช้า ก็คงกลายเป็นอดีตเหมือนเช่นเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่คนลืมไปเสียแล้ว\n","turbohist.png","",null,"turbohist_i.png",[],"16 สิงหาคม 2565",1777136591097]