[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220906101313479096",2,5,"รู้หรือยัง เกรดน้ำมันเครื่อง ไม่ได้มีแค่ค่าความหนืด ","รู้หรือไม่ว่านอกจากการแบ่งเกรดความหนืดน้ำมันเครื่องตามมาตรฐานของ SAE (Society of Automotive Engineers) เช่น 0W-20 5W-30 ต่าง ๆ แล้วน้ำมันเครื่องสำหรับรถยนต์นั้นยังมีการตัดเกรด (Classification) ตามมาตรฐานที่ถูกกำหนดขึ้นจากสมาพันธ์หรือสมาคมต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในเครื่องยนต์แต่ละแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ\n\nมาตรฐานที่ถูกกำหนดให้มีใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกนั้นจะมีที่มาของมาตรฐานอยู่สองแหล่ง อย่างแรกจะเป็นมาตรฐานที่กำหนดโดยสถาบัน หรือสมาพันธ์ต่าง ๆ เช่นสถาบันปิโตรเลียมสหรัฐอเมริกา ในชื่อมาตรฐาน API (American Petroleum Institute) หรือหากเป็นมาตรฐานฝั่งยุโรปก็จะมีมาตรฐานจากสมาพันธ์ผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปในชื่อ ACEA (Association des Constructeurs Européens de Automobile) ส่วนอย่างที่สองที่เป็นมาตรฐานที่มักใช้อ้างอิงในวงจำกัดกว่านั้นคือมาตรฐานจากผู้ผลิตรถหรือเครื่องยนต์ (OEM) เช่น VW 507.00, MB229.5, Volvo VDS-4 เป็นต้น\n\nเป็นที่มาว่า การเลือกเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถยนต์ทุกแบบ เราไม่สามารถที่จะอ้างอิงจากค่าระดับความหนืด SAE เพียงอย่างเดียวได้ โดยเฉพาะหากเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่นอกจากจะมีสมรรถนะที่สูงขึ้นกว่าเครื่องยนต์สมัยก่อน ก็ยังมาพร้อมกับระบบบำบัดไอเสียที่ซับซ้อนมากขึ้นทุก ๆ ปีที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาไป การเลือกระดับเกรดของน้ำมันตามมาตรฐานสากลที่มีการอัพเดทอยู่เรื่อย ๆ ก็สำคัญไม่แพ้กับการเลือกความหนืดให้เหมาะสม \n\nในที่นี้คงต้องเริ่มแนะนำจากมาตรฐานของ API ก่อน เนื่องจากเป็นมาตรฐานที่มีกำหนดและระบุแนะนำให้ใช้จากค่ายรถยนต์ฝั่งญี่ปุ่นอย่างแพร่หลายในบ้านเรา มาตรฐานของฝั่ง API นั้นสำหรับเครื่องยนต์เบนซินจะขึ้นต้นด้วยตัว S โดยปัจจุบันนั้นมีมาตรฐานล่าสุดที่เพิ่งออกในปี 2020 คือ API SP ที่เป็นมาตรฐานใหม่ที่มีการเพิ่มข้อกำหนดเรื่องของความสามารถในการต้านทานการเกิดการชิงจุดระเบิดรอบต่ำของเครื่องยนต์แบบ GDI ส่วนมาตรฐาน API ของฝั่งดีเซลจะขึ้นต้นด้วยตัว C โดยในปัจจุบันจะอยู่ที่ CK-4 ที่ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ที่ออกมาและสามารถใช้ทดแทนมาตรฐานก่อนหน้าอย่าง CH-4, CI-4 และ CJ-4 ได้เลย มีการเพิ่มคุณสมบัติในการต้านทานการเกิดออกซิเดชั่นของน้ำมันเครื่องให้ดีขึ้นกว่าเดิม และยังปรับปรุงมาตรฐานให้รองรับกับเครื่องยนต์ดีเซลที่มีเครื่องกรองฝุ่นไอเสียละเอียด (DPF) อีกด้วย\n\nมาตรฐานอีกค่ายหนึ่งที่ควรทำความคุ้นเคยนั้นก็คือ ACEA ที่มักพบได้ว่ารถยนต์แบรนด์ยุโรป หรือแม้กระทั่งรถจากค่ายญี่ปุ่นที่มีการนำเครื่องยนต์ดีเซลจากฝั่งยุโรปมาใช้อย่าง Nissan Terra หรือ Nissan Navara รุ่นไมเนอร์เชนจ์ ก็มีการระบุให้ใช้น้ำมันที่ถูกจัดเกรดโดย ACEA เช่นกัน โดยหลัก ๆ การจัดแบ่งชั้นเกรดของ ACEA นั้นจะมีความซับซ้อนกว่าฝั่ง API อยู่พอสมควร \n\nในระบบของ ACEA จะมีแบ่งมาตรฐานไว้ 3 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือมาตรฐานสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน/ดีเซล ที่จะใช้ตัวอักษร A/B เช่น A3/B4 ถัดมาจะเป็นกลุ่มมาตรฐานสำหรับเครื่องยนต์ที่มีระบบบำบัดไอเสียพิเศษเช่น DPF (Diesel Particulate Filter) GPF (Gasoline Particulate Filter) และ TWC (Three-Way Catalytic converter) จะใช้ตัวอักษร C เช่น C4 และกลุ่มสุดท้ายสำหรับเครื่องยนต์งานหนักจะใช้ตัวอักษรขึ้นต้นด้วย E เช่น E9 เป็นต้น\n\nจะเห็นได้ว่ามาตรฐานจากฝั่ง ACEA จะค่อนข้างมีความละเอียดในการจำแนกประเภทเครื่องยนต์และระบบบำบัดไอเสีย ซึ่งก็เนื่องมาจากยุโรปที่เป็นภูมิภาคที่มีความเข้มงวดเรื่องมาตรฐานไอเสีย ทำให้น้ำมันเครื่องบางเกรดสำหรับเครื่องบางแบบ มีข้อจำกัดใส่ทดแทนข้ามกันไม่ได้ (ไม่รองรับมาตรฐานย้อนหลังหากัน) หากเลือกใช้งานไม่ถูกต้อง ก็อาจจะทำให้ชิ้นส่วนระบบบำบัดไอเสีย เกิดความเสียหายได้\n\nโดยสรุปแล้ว การเลือกน้ำมันเครื่อง นอกจากที่จะต้องตรวจสอบเบอร์ความหนืดที่ผู้ผลิตแนะนำแล้วนั้น การเลือกเกรดตามมาตรฐาน API หรือ ACEA ให้ตรงกับความต้องการขั้นต่ำตามที่ผู้ผลิตรถแนะนำนั้นก็สำคัญไม่แพ้กันโดยเฉพาะในรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่มีระบบบำบัดไอเสียที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน ข้อมูลเกรดน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับรถของคุณนั้นสามารถค้นหาได้จากคู่มือผู้ใช้รถ หรือสอบถามได้จากทางบริษัทผู้ผลิตรถยนต์โดยตรง\n","b-oilgrade.png","",null,"b-oilgrade_i.png",[],"6 กันยายน 2565",1777136590883]