[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220914105017702550",2,6,"แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนตอนนี้มีแบบไหนบ้าง?","ในปัจจุบันเรามักจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมากขึ้นทุกวัน หารู้ไม่ว่าแบตเตอรี่ลีเธียมไอออนนั้นมีหลายแบบหลายชนิดด้วยกัน โดยในแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออน 1 เซลล์นั้นจะประกอบด้วยขั้ว Cathode และ Anode ซึ่งจะทำหน้าที่ย้ายและถ่ายเทประจุไปมาเมื่อทำการ Charge หรือ Discharge   ในปัจจุบันคุณสมบัติของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนนั้นจะแบ่งแยกหลักๆ อยู่ที่ธาตุประกอบในขั้ว Cathode ซึ่งในบทความนี้ ผมจะมาเล่าถึงคุณสมบัติและความแตกต่างระหว่างธาตุสองชนิดที่อยู่ในขั้ว Cathode ที่นิยมใช้ในปัจจุบันได้แก่ NMC และ LFP ครับ\n\n1. NMC (Nickel, Manganese, Cobalt) ณ วันนี้แบตเตอรี่ลีเธียมไอออนแบบ NMC ถูกใช้อย่างแพร่หลายในรถไฟฟ้าทั่วโลก  บางทีเราอาจจะเห็นสเป็กระบุเอาไว้เช่น NMC 622 นั่นหมายความว่าในธาตุนั้นมีส่วนผสมของ Nickel 60%, Manganese 20%, Cobalt 20% นั่นเอง  หัวใจสำคัญหลักของธาตุก็คือ Nickel ซึ่งมันจะทำหน้าที่จับประจุ electron นั่นเอง ซึ่งเท่ากับว่าถ้ามีส่วนผสมของ Nickel มาก (อย่างเช่น NMC 811) ก็เท่ากับว่าแบตเตอรี่จะมีความหนาแน่นของพลังงาน (energy density) สูงนั่นเอง  แต่ทว่าตัวแร่ Nickel เองนั้นเป็นแร่ที่ไม่ค่อนสเถียร ดังนั้นถ้าเกิดการรั่วไหล่ของประจุภายในเซลล์แบตเตอรี่จะมีโอกาสทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่จนทำให้เกิดไฟไหม้ได้ง่าย ดั้งนั้นการใส่แร่ Cobalt ถึงแม้ว่ามันจะไปลด energy density แต่ว่ามันก็ช่วยเพิ่มความสเถียรของแร่ Nickel และทำให้โอกาสเกิดไฟไหม้น้อยลงครับ นอกจากนี้แร่ Cobalt ก็ยังเป็นแร่ที่หายาก และมีราคาสูงที่สุดในบันดาธาตุต่างๆ ในแบตเตอรี่ NMC อีกด้วย  แบตเตอรี่ NMC 662 จะมีค่า energy density อยู่ที่ราว 170 mAh/kg และให้ค่าความต่างศักดิ์ในหนึ่งเซลล์อยู่ที่ประมาณ 4.2 V\n\n2. LFP (Lithium Iron Phosphate) แบตเตอรี่แบบ LFP นั้นมีธาตุในขั้ว Cathode หลักประกอบไปด้วย เหล็ก (Fe) และ Phosphate ซึ่งมีราคาถูกกว่า Cobalt และ Nickel อยู่มาก อีกทั้ง เหล็กมีความเสถียรรกว่า Nickel จนทำให้ถึงแม้เซลล์จะถูกกระแทกจนแตก แต่ก็ไม่เกิดปฏิกริยาลูกโซ่ไปยังเซลล์อื่นโดยง่าย ทำให้โอกาสที่จะเกิดไฟไหม้ในแบตเตอรี่ยากกว่ามาก  อีกทั้งแบตเตอรี่ยังทนต่ออุณหภูมิแปรผันได้ดีทำให้อายุการใช้งานยาวนานกว่าแบตเตอรี่ NMC อยู่พอสมควร  และถึงแม้ว่าแบตเตอรี่ LFP จะมีความปลอดภัยกว่าและอายุยาวกว่าแบตเตอรี่ NMC แต่แบตเตอรี่ LFP ก็ให้ energy density ที่ต่ำกว่า อยู่ที่ราว 150 mAh/g และค่าความต่างศักดิ์อยู่ที่ราว 3.2V ทำให้แบตเตอรี่แบบ LFP มีขนาดใหญ่และหนักกว่าแบบ NMC เมื่อเทียบขนาดความจุเป็น kWh เท่ากัน\nแบตเตอรี่แบบ LFP ตอนนี้เกือบทั้งหมดล้วนผลิตในประเทศจีนทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าประเทศอื่นไม่อยากผลิตแบตเตอรี่ LFP มาใช้บ้าง แต่ทว่าแบตเตอรี่ LFP นั้นมีสิทธิบัตรหลายฉบับที่ถูกจดในช่วงราวต้นปี 2000 และมีบางฉบับสำคัญที่ละเว้นให้ผลิตในประเทศจีนได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ และในช่วงปลายปี 2022 นี้นักวิเคราะห์คาดว่าน่าจะเริ่มมีการผลิตแบตเตอรี่ LFP นอกประเทศจีนกัน เนื่องจากสิทธิบัตรจะเริ่มครบอายุ 20 ปี และทยอยหมดอายุไป\n\nจากที่เขียนมานี้จะพบความแตกต่างระหว่างแบตเตอรี่ NMC และ LFP โดยจุดต่างสำคัญของธาตุสองชนิดนี้อยู่ที่ energy density ซึ่งส่งผลต่อระยะทางการขับขี่นั่นเอง โดยแนวโน้มการใช้แบตเตอรี่ NMC และ LFP จะขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าเอง ยกตัวอย่างรถที่ขายในบ้านเราตอนนี้อย่างเช่น ORA Goodcat รุ่น 400 จะใช้แบตเตอรี่แบบ LFP และในส่วนรุ่น 500 จะใช้แบตเตอรี่แบบ NMC ครับ\n","kw-batt0565.png","",null,"kw-batt0565_i.png",[],"14 กันยายน 2565",1777136590784]