[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220914105018028343",2,6,"Nissan Leaf มันเป็นรถไฟฟ้าที่ล้าสมัยแล้วหรือ?","Nissan Leaf โฉมปัจจุบัน (รหัสZE1) เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2018 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโฉมแบบ Model change จากรุ่นก่อนหน้านี้ (รหัสZE0)แล้วก็ตาม แต่ว่าหากค้นคว้าข้อมูลในเชิงวิศวกรรเพิ่มเติมแล้วจะพบว่า ระบบแบตเตอรี่และชุดขับเคลื่อนมีการเปลี่ยนแปลงจากโฉมก่อนหน้านี้น้อยมาก และเมื่อล่วงเลยมาวันนี้ซึ่งนับว่าเป็นช่วงเวลาที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับรถไฟฟ้าเป็นอย่างมาก เมื่อคู่แข่งต่างๆ ก็ได้นำรถยนต์ไฟฟ้าของตัวเองเข้าสู่ตลาดจนทำให้เกิดการเปรียบเทียบทางเทคโนโลยีและส่งผลให้ความนิยมของ Nissan Leaf เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว\n\nเมื่อผู้เขียนลองศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง Nissan Leaf กับคู่แข่งอื่นๆ ในตลาดจะพบว่าตอนนี้ นิสสันกำลังสู้ในตลาดรถไฟฟ้าด้วยอาวุธที่เสียเปรียบอย่างมาก ซึ่งคาดว่ายากและคงไม่คุ้มที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขในรุ่นปัจจุบันเอาเสียเลย ขอแบ่งข้อสังเกตออกเป็น 2 ข้อหลักดังนี้\n1. การดื้อดึงที่จะให้หัวชาร์จ DC แบบ CHAdeMO ซึ่งกำหนดสเป็กการรับกำลังไฟสูงสุดอยู่แค่ 50 kW กล่าวคือถ้า Nissan Leaf ขายแค่ในประเทศญี่ปุ่นอย่างเดียวมันก็คงไม่ปัญหาอะไรหรอก  แต่ว่าเมื่ออยู่ในตลาดใหญ่ๆ อย่างยุโรป หรือ อเมริกา หัวชาร์จ DC แบบ CHAdeMO ไม่ใช่ทางเลือกหลักของผู้ใช้ที่นั่นหนะสิ!!  เพราะว่าอย่างในประเทศกลุ่มยุโรปมักจะใช้หัวชาร์จ DC แบบ Type2 CCS หรือในอเมริกาใช้หัวชาร์จ DC แบบ Type1 CCS เป็นมาตรฐาน  ซึ่งเมื่อทศวรรษที่แล้วจำนวนประชากรรถไฟฟ้ายังน้อย การใช้ CHAdeMO ตามดีลเลอร์นิสสันก็ยังคงคิดว่ามีมากพออยู่  แต่ทว่าเมื่อตลาดรถไฟฟ้าเกิดบูมขึ้น การเพิ่มสถานีชาร์จอย่างรวดเร็วกลับไม่ทำให้จำนวนหัวชาร์จแบบ CHAdeMO เพิ่มขึ้นตาม เนื่องจากว่าคู่แข่งล้วนเลือกใช้ชนิดหัวชาร์จเป็นแบบ Type1 CCS / Type2 CCS ตามแบบที่ท้องถิ่นเลือกใช้นั่นเอง  นี่ยังไม่นับตลาดเมืองไทยนะ  ที่ขณะนั้นก่อนเปิดตัวได้เดิมพันด้วยการเลือกหัวชาร์จ AC แบบ Type1 ขณะที่ชาวบ้านชาวช่องใช้ Type 2 กันหมด...   แม้จนกระทั้งเมื่อต้นปี 2022 ที่ผ่านมา Nissan Leaf รุ่นปรับโฉม minor change ได้รับการเปิดตัวในตลาดอเมริกาและยุโรป แต่กระนั้นหัวชาร์จ DC แบบ CHAdeMO ก็ยังตามมาหลอกหลอนอยู่เลย...\n\n2. แบตเตอรี่ถึงแม้จะมีการพัฒนาตั้งแต่ปี 2010 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน  แต่ทว่ามันก็ยังล้าหลังเมื่อเทียบกับคู่แข่งอยู่ดี แม้ว่า Nissan Leaf รุ่น 40kWh จะเป็นรุ่นหลักในปัจจุบัน ซึ่งใช้แบตเตอรี่แพคแบบปิดกันน้ำ ข้างในมีโมดูลแบ่งเป็น 24 โมดูล และแต่ละโมดูลมีแบตเตอรี่ 4 เซลล์ เท่ากับว่ารถ 1 คันจะมีแบตเตอรี่ทั้งหมด 96 เซลล์  แต่ทว่าระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่ที่ถูกเรียกว่า passive cooling... ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือการทำการวางโมดูลแต่ละอันให้เว้นช่องว่างห่างกันนิดนึงเพื่อทำให้ความร้อนแผ่ออกมาได้ตามธรรมชาติ  เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ก็เหมือนจะดูดีนะ  แต่ทว่าคู่แข่งเกือบทั้งหมดโดยเฉพาะจากฝั่งจีนนั้นล้วนแล้วแต่ใช้ระบบระบายความร้อนแบบ active cooling หรือเรียกได้ว่าใช้น้ำยาหล่อเย็นวนเข้าไปเพื่อระบายความร้อนของแบตเตอรี่กันหมดแล้ว  อันที่จริงสาเหตุของแบตเตอรี่ร้อนเกิดจากการถ่ายประจุไฟฟ้าจำนวนมากอย่างรวดเร็ว  ซึ่งถ้าจะวิ่งให้แบตเตอรี่ร้อนนั้นจะต้องวิ่งด้วยความเร็วสูงมากเป็นเวลานานกว่าไฟรูปเต่าจะขึ้น  แต่ในทางกลับกันอีกปัจจัยที่น่ากลัวคือการใช้ Quick charge หรือ ชาร์จไฟแบบ DC เพราะว่านั่นก็เป็นการถ่ายเทประจุจำนวนมากในเวลาอันสั้นเช่นกัน  จึงเชื่อได้ว่าโอกาสที่แบตเตอรี่ร้อนเกิดจากการ Quick charge นั้นง่ายกว่าการขับนั่นเอง\n\nเมื่อดูรีวิวหลายๆ อันจากต่างประเทศก็พบสิ่งที่เหมือนกันว่า Nissan Leaf มีโอกาสที่แบตเตอรี่จะเสื่อมเร็วกว่ารถรุ่นอื่นที่ผลิตช่วงปีเดียวกันอยู่พอสมควร ซึ่งคาดว่าเหตุผลหลักอาจเกิดจากแบตเตอรี่มีโอกาสที่ร้อนบ่อย และการระบายความร้อนของแบตเตอรี่นั้นไม่สามารถทำได้ทันนั่นเอง...\n\nอย่างไรก็ดีผู้เขียนชื่อว่านิสสันคงรู้ถึงจุดด้อยของรถตัวเองเป็นอย่างดี แต่ทว่าการปรับปรุงแก้ไขในตัวรถรุ่นปัจจุบันคงทำได้ยากมาก เพราะแต่ละข้อที่กล่าวมานั้นแทบจะเรียกได้ว่าต้องรื้อออกมาออกแบบใหม่หมดกันเลยทีเดียว  ดังนั้นคงต้องรอลุ้นว่ารถไฟฟ้าจากค่ายนิสสันรุ่นถัดไปจะมีการปรับปรุงแก้ไขจุดอ่อนกันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดตราบาปที่แฟนคลับรถฟ้าทั่วโลกเขาแซวกันจนถึงทุกวันนี้  \nปล. ผู้เขียนแอบเห็น Nissan Ariya ในสื่อฝั่งยุโรปแล้วพบว่าหัวชาร์จแบบ CHAdeMO ได้หายไปแล้ว เย้…\n","kw-leaf0565.png","",null,"kw-leaf0565_i.png",[],"14 กันยายน 2565",1777136590772]