[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220914105018500490",2,5,"มาทำความรู้จักชนิดของหลอดไฟหน้ารถยนต์แต่ละแบบ","ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา วิวัฒนาการของแหล่งกำเนิดไฟส่องสว่างที่ติดตั้งบนรถยนต์นั้นก็มีการพัฒนาเทคโนโลยี รูปแบบ ความสว่างเรื่อยมา แน่นอนว่าวันนี้เราคงจะไม่ได้ย้อนกลับไปถึงระบบไฟหน้ารถยุคโบราณที่ใช้แก๊สจุดโคมไฟเพื่อส่องสว่างแบบในรถ Ford Model T แต่ในบทความนี้จะพาไปรู้จักกับชนิดของหลอดไฟหน้าแต่ละแบบที่มีใช้งานแพร่หลายในปัจจุบัน \n\nเมื่อกล่าวถึงไฟหน้าที่ใช้พลังงานจากไฟฟ้า เราสามารถจำแนกประเภทแหล่งกำเนิดแสงไฟได้เป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ดังต่อไปนี้\n\nประเภทแรก หลอดฮาโลเจน (Halogen) เป็นหลอดไฟชนิดที่มีการใช้งานแพร่หลายมากที่สุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตัวหลอดไฟนั้นให้แสงสว่างจากการจ่ายกระแสไฟฟ้าผ่านไส้หลอดทังก์สเตน ชื่อฮาโลเจนนั้นมาจากก๊าซฮาโลเจนที่บรรจุอยู่ในกระเปาะหลอดไฟที่ช่วยคงสภาพไส้หลอดไฟให้สามารถเปล่งแสงสว่าง อุณหภูมิการทำงานสูงกว่าหลอดทังก์สเตนปกติที่พบได้ในหลอดไฟบ้านทั่วไป ทำให้ตัวหลอดมีประสิทธิภาพดี และอายุการใช้งานยาวนานกว่าหลอดไฟทังก์สเตนปกติ นับได้ว่าเป็นหลอดไฟชนิดที่มีมานานหลายสิบปี ใช้เทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อน ราคาไม่แพง ให้แสงเป็นสีเหลืองธรรมชาติ และมีประสิทธิภาพพอใช้ได้ในการส่องสว่าง แต่เมื่อเทียบกับหลอดไฟชนิดใหม่ ๆ ในปัจจุบัน หลอดฮาโลเจนนั้นก็มีข้อเสียที่กินไฟมากกว่าหลอดไฟชนิดอื่น ๆ ที่ความสว่างเท่า ๆ กัน และตัวหลอดนั้นก็ก่อให้เกิดความร้อนสูงอีกด้วย \n\nประเภทที่สอง หลอดไฟ HID (High Intensity Discharge) หรือที่รู้จักกันในชื่อหลอดซีนอน (Xenon) ให้แสงไฟออกสีขาวอมฟ้าเล็กน้อย เป็นหลอดไฟที่อาศัยหลักการดิสชาร์จของแก๊สภายในหลอดด้วยไฟฟ้าระหว่างขั้วอิเล็กโทรดสองขั้วภายในหลอด แทนที่จะให้แสงสว่างจากการเรืองแสงของลวดในไส้หลอดแบบในหลอดฮาโลเจน หลอดซีนอนโดยทั่วไปนั้นจะต้องทำงานด้วยแรงเคลื่อนไฟฟ้าสูง จึงทำให้เมื่อนำมาใช้งานจริง จะต้องมีชุดขับหลอด (บัลลาสต์) ที่คอยแปลงไฟแรงต่ำในรถยนต์ให้มีแรงเคลื่อนที่สูงขึ้น ข้อดีที่เหนือกว่าหลอดแบบฮาโลเจนดั้งเดิมนั้นคือประสิทธิภาพในการส่องสว่างที่ดีกว่า ใช้พลังงานต่ำกว่าหลอดฮาโลเจน แต่ก็มีข้อเสียนั้นก็คือตัวหลอดไฟนั้นจะไม่สามารถทำงานบนตัวมันเองได้หากไม่มีชุดบัลลาสต์ อีกทั้งธรรมชาติของหลอดซีนอน เวลาเปิดหรือปิดไฟจะมีหน่วงเวลาเนื่องจากแต่ละครั้งในการเปิดไฟก๊าซในหลอดจะต้องถูกอุ่นและจุดให้ติดขึ้นก่อนที่จะเข้าสู่สภาวะสว่างเต็มที่อีกด้วย\n\nประเภทที่สาม หลอดไฟชนิด LED หลอดไฟชนิดนี้นั้นทำมาจากไดโอดเปล่งแสง (LED) ให้ความสว่างสูงและประหยัดพลังงานกว่าหลอดชนิด HID และหลอดไส้ฮาโลเจน ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์หลายรายต่างเริ่มทยอยหันหลังให้กับเทคโนโลยีหลอดไฟ HID (ซีนอน) และหันมาพัฒนาระบบไฟ LED ด้วยความที่เทคโนโลยีการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่พัฒนาไปอย่างมากในปัจจุบัน และกลไกในการให้กำเนิดแสงก็ไม่ต้องมีความซับซ้อนมากนัก อีกทั้งยังมีหน่วงเวลาในการเริ่มเปิดไฟที่น้อยกว่าหลอด HID และหลอดฮาโลเจน ทำให้มันสามารถใช้งานให้เป็นได้ทั้งไฟต่ำและไฟสูงโดยไม่ต้องกังวลเรื่องอายุการใช้งานเมื่อต้องมีการเปิดปิดซ้ำ ๆ กันหลาย ๆ ครั้งเหมือนที่หลอด HID มักพบปัญหาอายุการใช้งานสั้นเมื่อมีการเปิดปิดซ้ำ ๆ ต่อเนื่องกัน ปัจจุบันโคมไฟ LED มักจะถูกผนึกรวมเอาชุดขับหลอด LED ที่เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์เข้าไว้ในชุดเดียวกัน ทำให้ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง รังสีความร้อนที่ออกมาจากหลอดก็ต่ำกว่าหลอดชนิดอื่น ข้อเสียอย่างเดียวที่ชัดเจนที่สุดของหลอดชนิดนี้คือ เมื่อตัวหลอดขาดหรือเสียแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนเฉพาะตัวหลอดไฟได้ แต่จะต้องเปลี่ยนยกโคม ซึ่งก็แลกมาด้วยอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าหลอดฮาโลเจนและหลอด HID แบบดั้งเดิมด้วยเช่นกัน\n\nประเภทที่สี่ หลอดไฟชนิดเลเซอร์ (Laser lamp) เป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่เราจะได้พบในตลาดรถพรีเมี่ยมในปัจจุบัน แสงเลเซอร์นั้นโดยปกติจะเป็นเส้นแสงที่มีพื้นที่แคบ ๆ แต่ความมีความเข้มแสงสูง ดังนั้นในชุดโคมไฟเลเซอร์จึงต้องมีฟอสเฟอร์ (Phosphor) ที่คอยรับรังสีจากเลเซอร์ และเรืองแสงออกมาเป็นไฟส่องสว่างไปบนพื้นถนนให้ได้เป็นบริเวณกว้างต่อไป ดังที่ได้กล่าวไป เนื่องจากหลอดไฟที่ใช้ในการเปล่งแสงเลเซอร์จากไฟฟ้าจริง ๆ นั้นมีขนาดเล็กมาก (นึกถึงปากกาตัวชี้เลเซอร์) จึงทำให้ไฟหน้าแบบเลเซอร์นั้นนอกจากจะให้ความสว่างมากกว่าแบบ LED และส่องสว่างได้ไกลกว่าแล้ว ยังมีขนาดเล็ก ซึ่งทำให้นักออกแบบรถสามารถสร้างสรรค์ลายเส้นบนตัวถังและโคมไฟหน้าได้อิสระมากกว่าเทคโนโลยีหลอดไฟชนิดอื่น ๆ อีกทั้งยังประหยัดพลังงานกว่า แต่ก็ยังคงเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่และมีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีไฟหน้าชนิดอื่น ๆ ในท้องตลาด\n","b-headtype0565.png","",null,"b-headtype0565_i.png",[],"14 กันยายน 2565",1777136590740]