[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220921094709344958",2,5,"สีรถยนต์ไม่ได้มีแบบเดียว แล้วแต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร?","สีพ่นรถยนต์แบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ สีสูตร Solvent base (ตัวทำละลายไม่ใช่น้ำ แต่เป็นสารเคมีอื่น) และ สีสูตร Water base (ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย) สีประเภทแรกใช้ผสมกับสารเคมีจำพวกแลคเกอร์ ทินเนอร์ และตัวสีมีความหนาแน่นของสารเคมีจำพวก Volatile Organic Compounds หรือสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย จำนวนมาก ซึ่งสามารถทำอันตรายให้กับสภาพแวดล้อมได้ จึงทำให้สีสูตร Solvent base ค่อยๆ ได้รับความนิยมน้อยลงไป ถึงแม้ว่าจะมอบความทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี \n\nดังนั้นสีสูตรน้ำจึงเริ่มมีบทบาทในอุตสาหกรรมยานยนต์มากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน เนื่องจากไม่มีส่วนประกอบของสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย ที่ทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมดังเช่น สีสูตร Solvent base และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมได้ และเป็นสีที่ผู้ผลิตรถยนต์เลือกใช้ในโรงงาน\n\nสำหรับชั้นของสีรถยนต์ ประกอบไปด้วย 3 ชั้น ได้แก่ สีรองพื้น (Primer) สีจริง (Base Coat) และสีเคลีย (Clear-coat)\n\nเริ่มจากการชั้นสีรองพื้น (Primer) ซึ่งทำหน้าที่ปรับผิวของตัวรถไปในตัว เพื่อชดเชยกับตำหนิที่อาจทิ้งรอยไว้บ้าง โดยสีรองพื้นยังทำหน้าที่ป้องกันการเกิดสนิม การกะเทาะของพื้นผิวเหล็กจากการกระแทกจากเศษหิน รวมทั้งป้องกันการความร้อนและแสง UV ที่พื้นผิวตัวถัง\n\nต่อมาคือชั้นสีจริง (Base Coat) เป็นชั้นสีที่ตาเราเห็นได้ชัดเจนที่สุด หรือเนื้อสีหลักของตัวรถนั่นเอง ซึ่งจะแบ่งย่อยได้อีก 3 ประเภท ได้แก่ สี Solid สี Metallic และสีมุก Pearlescent ซึ่งจะให้มิติเมื่อกระทบแสงที่แตกต่างกันสี Solid จะเป็นสีพื้นฐานซึ่งปราศจากประกายแวววาวและมีเพียงเม็ดสีเท่านั้น ในขณะที่สีอีก 2 ชนิดและมีราคาแพงกว่า\n\nชั้นสุดท้ายคือ สีเคลียร์ (Clear Coat) เป็นชั้นที่ไม่มีสี จะเป็นผิวใสที่เคลือบชั้นสีจริงเอาไว้และทำหน้าที่ปกป้องชั้นสีทั้งหมดจากสภาพแวดล้อมต่างๆ ชั้นสีเคลียร์ ต้องมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับการกัดกร่อนของสารเคมีจากภายนอก รวมทั้งทนทานต่อแสง UV เพื่อให้คุณภาพของสีโดยรวมคงทนตามมาตรฐาน\n\nสำหรับสีเมทัลลิคและสีมุกมีรายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้\n\nสีเมทัลลิคจะมีการเพิ่มชั้นของแลคเกอร์ เพิ่มเติมเข้ามาในเนื้อสีจริง โดยจะมีการใส่ผงเมทัลลิคที่มีขนาด สี และปริมาณตามสูตรของแต่ละเบอร์สี ทำให้เพิ่มคุณสมบัติการขึ้นประกายเมื่อแสงตกกระทบ มากกว่าสีแบบ Solid ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสีที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย\nสำหรับสีมุก จะมีโรงสร้างคล้ายสีเมทัลลิค เพียงแต่เปลี่ยนจากผงเมทัลลิค เป็นผงไมก้าหรือแร่ธาตุจากธรรมชาติชนิดหนึ่งในตระกูลซิลิเกต ซึ่งนอกจากจะมีคุณสมบัติสะท้อนแสงแล้ว ยังสามารถหักเหแสงได้อีกด้วย ทำให้เพิ่มมิติให้กับสีรถยนต์เพิ่มความพิเศษและความสวยงามไปอีกขั้น นอกจากนี้ยังสามารถผสมมุกต่างสีเพื่อทำให้รถมีสีทูโทนสวยงาม\n","p-carcol0565.png","",null,"p-carcol0565_i.png",[],"21 กันยายน 2565",1777136590664]