[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20220930095357414686",2,5,"เราควรล้างห้องเครื่องรถยนต์หรือไม่?","ในอินเทอร์เน็ต มักมีความเห็นหลากหลายเกี่ยวกับการล้างห้องเครื่องรถยนต์ บ้างก็บอกว่าอาจทำอันตรายต่อชิ้นส่วนระบบไฟฟ้าในห้องเครื่องได้ บ้างก็บอกว่าฉีดน้ำแรงดันสูงอัดเข้าไปได้เลย แล้วอะไรกันแน่ที่เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดกันล่ะ?\n\nการล้างห้องเครื่อง นอกจากจะทำให้รถยนต์ของเรานั้นดูมีสภาพดีเหมือนใหม่แล้ว ยังมีประโยชน์ในการช่วยให้เราสามารถตรวจสภาพความเรียบร้อยในห้องเครื่อง เช่นการตรวจหารอยรั่วของของเหลวในเครื่องยนต์ การตรวจหาร่องรอยสายไฟชำรุดเสียหาย หรือร่องรอยของสัตว์มีพิษหรือไม่พึงประสงค์อย่างหนู ตะขาบ งู ได้อีกด้วย\n\nแต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะสามารถฉีดน้ำแรงดันอัดเข้าห้องเครื่องตามอำเภอใจ เหมือนที่เราล้างฉีดน้ำภายนอกรถของเราได้ไปเสียทีเดียว\n\nแม้ว่าชิ้นส่วนภายในห้องเครื่องรถยนต์โดยปกติแล้ว จะมีคุณสมบัติในการกันน้ำกันฝุ่นอยู่แล้วในระดับหนึ่งเพราะห้องเครื่องนั้นไม่ใช่ห้องปิดตาย วิศวกรผู้ออกแบบรถจะต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในการทำงานของรถที่อาจจะต้องวิ่งลุยฝน ฝุ่นละออง หรือปัจจัยอื่น ๆ ตามธรรมชาติมากมาย แต่ชิ้นส่วนหลาย ๆ ชิ้น ที่ออกแบบมาให้กันน้ำได้นั้น ก็อาจจะไม่สามารถทนแรงดันน้ำจากเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงได้ อุปกรณ์เช่นกล่องฟิวส์ กล่องรีเลย์ ขั้วต่อปลั้กไฟเข้าเซนเซอร์ต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นอุปกรณ์ที่สามารถเปิดออกเพื่อเซอร์วิสได้ ดังนั้นการฉีดล้างห้องเครื่องจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง ปรับหัวสเปรย์ให้น้ำกระจายออกเป็นบริเวณกว้างเพื่อลดแรงดัน และปรับตั้งค่าแรงดันของเครื่องฉีดน้ำให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้แรงดันน้ำไปสร้างความเสียหายแก่ชิ้นส่วนเหล่านี้ หรืออาจจะใช้เพียงแค่สายยางฉีดรดน้ำต้นไม้ฉีดแทนก็ได้เช่นกัน\n\nนอกจากนี้ ก่อนล้างห้องเครื่องก็ควรจะปล่อยให้เครื่องยนต์เย็นตัวลงอย่างน้อย 30 นาทีหลังจากขับขี่มา เพื่อป้องกันการหดตัวลงอย่างรวดเร็วจากการฉีดน้ำใส่ชิ้นส่วนที่มีความร้อนสูง และหากชิ้นส่วนอย่างไดชาร์จ กล่องฟิวส์ กล่องรีเลย์ แบตเตอร์รี่ กล่อง ECU และปากทางเข้าของท่อไอดี อยู่ในตำแหน่งที่อาจจะมีน้ำเข้าไปได้จากการล้างห้องเครื่อง ก่อนเริ่มขั้นตอนการล้างโดยการฉีดน้ำ ก็ควรจะใช้พลาสติกหรือผ้ายาง ห่อครอบไว้เพื่อป้องกันน้ำเข้าไปทำอันตรายกับชิ้นส่วนเหล่านี้ หลังจากล้างเสร็จ ก็ควรที่จะรีบนำวัสดุคลุมเหล่านี้ออก เพื่อป้องกันอันตรายจากอุปกรณ์เหล่านี้ค้างอยู่ในห้องเครื่องที่มีความร้อน และอาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้\n\nสำหรับในรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 10 ปีขึ้นไป ผู้เขียนแนะนำเป็นอย่างยิ่งว่า ควรที่จะตรวจสอบสภาพโดยรวมของอุปกรณ์ในห้องเครื่อง โดยเฉพาะสายไฟ ปลั้กไฟ ฝาครอบกล่องฟิวส์ กล่องรีเลย์ระบบไฟฟ้าต่าง ๆ ว่าอยู่ในสภาพที่ดี ไม่มีการกรอบแตกก่อนที่จะดำเนินการล้างห้องเครื่อง หรือหากเป็นไปได้ วิธีการที่ปลอดภัยที่สุดหากเราไม่รู้ว่าสภาพของอุปกรณ์เหล่านี้ยังสมบูรณ์ดีอยู่หรือไม่ ก็อาจจะใช้วิธีการล้างห้องเครื่องแบบแห้งไม่ต้องฉีดน้ำ แต่ฉีดน้ำยาทำความสะอาดชนิด degreaser ลงไปในบริเวณที่สกปรก แล้วใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดแทน วิธีนี้อาจจะเป็นวิธีที่ต้องออกแรงและใช้เวลานานกว่าการฉีดน้ำ แต่ก็ถือว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการทำความสะอาดห้องเครื่อง\n\nส่วนการเคลือบเงาชิ้นส่วนพลาสติกและยางสีดำในห้องเครื่อง โดยพื้นฐานแล้วน้ำยาเคลือบเงาพลาสติกหรือยางนั้นสามารถนำมาใช้เคลือบชิ้นส่วนสีดำด้านในห้องเครื่องได้เหมือนกับที่เราเคลือบแก้มยาง แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาเคลือบชนิด Oil base ที่อาจทำปฏิกิริยากับชิ้นส่วนที่เป็นท่อยางในห้องเครื่องที่มีความบอบบางกว่าแก้มยางรถยนต์ น้ำยา Oil base นั้นอาจทำให้ชิ้นส่วนท่อยางต่าง ๆ กรอบหรือแตกในระยะยาวได้ และหลังจากลงเคลือบเงาไปแล้ว ควรใช้ผ้าแห้งเช็ดน้ำยาส่วนเกินที่ยังเยิ้มอยู่บนชิ้นงานออก เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองมาจับกับชิ้นส่วนในห้องเครื่องหลังจากที่เราต้องขับรถออกไปอีก\n\nเมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็หวังว่าผู้อ่านจะได้เข้าใจว่าการล้างห้องเครื่องนั้นไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังในจุดต่าง ๆ ที่อาจเสียหายจากขั้นตอนการล้างที่ไม่เหมาะสมได้อีกด้วย\n","b-engineclean0565.png","",null,"b-engineclean0565_i.png",[],"30 กันยายน 2565",1777136590550]