[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20221018150213322796",2,4,"รู้จักการอัพเกรดฟังก์ชั่นตัวรถแบบ Over the air","ในยุคของการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์อย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะระบบ Infotainment ภายในรถ อาทิ จอแสดงผลข้อมูล ระบบความบันเทิง ระบบการเชื่อมต่อ ระบบความปลอดภัย และออฟชั่นอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่มีให้เลือกมากมายจนเรียกได้ว่าเกินความต้องการของการใช้งานทั่วไปเสียด้วยซ้ำ \n\nโดยปกติแล้วการเลือกติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้ จะทำได้จากโรงงานผู้ผลิตรถยนต์หรือตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายทั้งค่าแรงการติดตั้งและค่าเสียเวลาในการเดินทาง ในเมื่อการเชื่อมต่อในยุค 5G ทำให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกรอบตัวเรามากมาย ดังนั้นการอัพเกรดหรือการเพิ่มหรือลดออฟชั่นบางอย่างในตัวรถซึ่งอาศัยการทำงานผ่านชิ้นส่วนที่ติดตั้งจากโรงงานมาอยู่ก่อนแล้ว ย่อมทำได้โดยง่ายกว่าที่ผ่านมา\n\nกล่าวคือ นอกเหนือจากการอัพเดทซอฟท์แวร์ระบบหรือเฟิร์มแวร์ระบบคามบันเทิงภายในตัวรถที่เรียกกันอย่างย่อว่า Over-The-Air (OTA) ยังมีการติดตั้งออฟชั่นเพิ่มเติมหลังจากซื้อรถจากตัวแทนจำหน่าย หรือแม้กระทั่งยกเลิกออฟชั่นบางอย่างออกไป อาศัยการควบคุมจากศูนย์กลางข้อมูลของผู้ผลิตรถ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้รถได้ดียิ่งขึ้น\n\nOTA สามารถแบ่งได้เป็น 2 รูป แบบได้แก่ Software over-the-air (SOTA) และ Firmware over-the-air (FOTA) updates ความแตกต่างอยู่ที่จุดประสงค์การนำไปใช้ SOTA จะมุ่งไปที่การปรับปรุงระบบเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้งาน ในขณะที่ FOTA จะเน้นการปรับเพิ่ม/ลด ออฟชั่นต่างๆ ของตัวรถให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้สูงสุด\n\nมีผู้ผลิตรถยนต์โดยเฉพาะฝั่งยุโรป และสหรัฐอเมริกาได้เริ่มนำเทคโนโลยี OTA มาใช้ตั้งแต่ปี 2018 และขยายขอบเขตจากการอัพเดทซอฟท์แวร์มา เป็นการอัพเกรดออฟชั่นต่างๆ โดยเฉพาะ Tesla ที่นอกจากจะสามารถอัพเดทซอฟท์แวร์และเฟิร์มแวร์ได้แล้ว ยังสามารถอัพเกรดความแรงผ่าน OTA ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส เพียงแค่คุณใส่บัตรเครดิตไว้ในระบบ คุณก็สามารถเสกแรงม้าได้ตามต้องการได้ทุกเมื่อ \n\nอีกหนึ่งไฮไลท์คือ การติดตั้งออฟชั่นความปลอดภัยที่เจ้าของรถสามารถเลือกได้ภายหลังจากใช้งานรถไประยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากการใช้งานจริงอาจมีข้อจำกัด ทำให้ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกระบบของตัวรถตามที่ผู้ผลิตออกแบบมาให้ตั้งแต่แรก การใช้ระบบ OTA จะทำให้ลูกค้าจ่ายเงินในสิ่งที่ต้องการ โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าออฟชั่นที่มีในวันที่จ่ายเงินซื้อรถคันนั้นจะน้อยหรือมากเกินไป จนไม่สามารถตอบโจทย์เมื่อรูปแบบการใช้งานรถเปลี่ยนไป\n\nยกตัวอย่างเช่น ออฟชั่นความปลอดภัย Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) ที่ใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีอยู่ของตัวรถในการทำงานของระบบความปลอดภัยต่างๆ โดยค่ายรถที่เริ่มให้บริการการอัพเกรดแบบนี้ในปัจจุบัน ได้แก่ BMW Karma automotive Li auto และ Lucid motors โดยในอนาคตอันใกล้นี้จะมีรถยนต์ค่ายอื่นทยอยนำมาใช้เช่นเดียวกัน\n","p-ota0665.png","",null,"p-ota0665_i.png",[],"18 ตุลาคม 2565",1777136590371]