[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20221102100554742056",2,4,"Volkswagen Amarok ภาคต่อของกระบะ 1 ตัน แชร์งานวิศวกรรมร่วมกับ Ford Ranger","ในขณะที่บ้านเรากำลังตื่นเต้นกับรถกระบะหน้าใหม่ Ford Ranger ในขณะที่แฝดคนละฝาที่อยู่ภายใต้แบรนด์รถเยอรมัน หรือ Volkswagen Amarok รุ่นที่ 2 ได้เปิดตัวในตลาดโลก ซึ่งในรุ่นแรกขายไปมากกว่า 830,000 คัน ตลอดระยะเวลา 12 ปี ทาง Volkswagen ได้จับมือกับ Ford เพื่อพัฒนา Amarok บนพื้นฐาน Ford T6 Platform ที่ได้ปรับปรุงและแก้ไขให้ดีขึ้นไปอีกขั้น\n\nVolkswagen Amarok มีให้เลือก 2 รูปแบบตัวถัง ได้แก่ 4 ประตู Double cab และ 2 ประตู Single cab มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่นย่อย ได้แก่ Amarok Life Style และรุ่น off-road อย่าง PanAmericana พร้อมรุ่นเน้นความหรูหราอย่าง Aventura\n\nสร้างขึ้นบนพื้นฐาน Ford T6 Platform รุ่นปรับปรุงใหม่ที่ขยายขนาดใหญ่ขึ้นทุกมิติ พร้อมรองรับน้ำหนักลากจูงสูงสุดถึง 3.5 ตัน มาพร้อมล้ออัลลอยขนาดตั้งแต่ 17-21 นิ้ว\n\nงานออกแบบด้านหน้าได้รับอิทธิพลมาจากรุ่นแรก แต่ได้ปรับให้ทันสมัยขึ้น ติดตั้งไฟหน้า LED เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ในขณะที่ไฟหน้า IQ.LIGHT- LED matrix และ ไฟท้ายแบบ LED จะมีให้เลือกในรุ่น PanAmericana และ Aventura \n\nภายในผสมผสานจอสัมผัสและปุ่มควบคุมแบบ Analog สำหรับฟังก์ชั่นที่จำเป็น จอมาตรวัดแสดงผลการขับขี่ขนาดมาตรฐาน 8 นิ้ว และ 10 นิ้ว ในรุ่น Style ขึ้นไป ขณะที่จอกลาง Infotainment เริ่มต้นที่ขนาด 10 นิ้ว และ 12 นิ้ว ตั้งแต่รุ่น Style เป็นต้นไป ระบบปฏิบัติการ SYNC4 จาก Ford แต่ได้รับการปรับแต่งหน้าตาให้เป็นธีมเดียวกับ Volkswagen รุ่นอื่นๆ พร้อม Android Auto และ Apple CarPlay นอกจากนี้ยังมาพร้อมพื้นที่เบาะหลังเพียงพอสำหรับผู้ใหญ่ 3 คน โดยไม่อึดอัด\n\nขุมพลังทั้งหมดแบ่งเป็นเครื่องยนต์ดีเซล TDI จำนวน 4 รุ่น และ เบนซิน TSI เพียง 1 รุ่น แบ่งเป็น เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.0 ลิตร พ่วงระบบอัดอากาศ Turbocharged 3 รุ่น ได้แก่ กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ต่อมาเป็นรุ่นให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 405 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือ เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ จะมีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหลังและขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MOTION แบบ Part-time สำหรับบางตลาด เสริมความแรงอีกขั้นด้วยระบบอัดอากาศ Bi-Turbocharged กำลังสูงสุด 204 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MOTION แบบ Full-time เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยเครื่องยนต์นี้จะเป็นรุ่นมาตรฐานสำหรับตลาดยุโรป \n\nและแรงขั้นสุดกับเครื่องยนต์ดีเซล V6 3.0 ลิตร พ่วงระบบอัดอากาศ Turbocharged กำลังสูงสุด 241 หรือ 250 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ควบคุมด้วยปุ่มปรับแบบไฟฟ้า มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MOTION แบบ Full-time เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ปิดท้ายด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.3 ลิตร พ่วงระบบอัดอากาศ Turbocharged พร้อม Intercooler กำลังสูงสุด 302 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 452 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MOTION แบบ Full-time เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน\n\nAmarok ใหม่มาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่สูงสุด 20 ระบบ ตัวอย่างเช่น ระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ ACC+ Adaptive Cruise Control พร้อมติดตั้งกล้องตรวจจับป้ายจราจรจำกัดความเร็วทำงานร่วมกัน กล้องรอบคัน 360 องศา ระบบช่วยจอด Park Assist เป็นต้น\n\n2023 Amarok จะถูกผลิตขึ้นที่โรงงาน Silverton ในเมือง Pretoria ประเทศแอฟริกาใต้ โดยที่ Volkswagen จะยังผลิต Amarok รุ่นปัจจุบันที่สำหรับตลาดอเมริกาใต้ต่อไป\n","ks-p-amarok0765.png","",null,"ks-p-amarok0765_i.png",[],"2 พฤศจิกายน 2565",1777136590270]