[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20221207140009765647",2,5,"แบตเตอร์รี่หมด สตาร์ทไม่ติด: เปิดขั้นตอนจั้มสตาร์ทรถแบตหมด","แชะ แชะ แกรกก … เสียงสวรรค์เรียกแบตเตอร์รี่ 12 โวลท์ของรถเรากลับบ้านเก่าที่ดังมาจากมอเตอร์สตาร์ท ที่พยายามดึงไฟเฮือกสุดท้ายจากแบตเตอร์รี่เจ้ากรรมในรถเรา แต่ก็ยังไม่พอที่จะไปหมุนให้เครื่องยนต์เริ่มการทำงานได้ตามปกติ แต่ไม่ต้องตกใจไปครับ หลังจากที่อ่านบทความนี้จบแล้ว คุณผู้อ่านจะได้มีความเข้าใจในการ “จั้มแบตสตาร์ทรถ” ได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัยต่อทั้งรถและคนจั้มแบต\n\nเมื่อจะพ่วงแบตเพื่อสตาร์ท คุณผู้อ่านมีสองทางเลือก \n\nทางเลือกแรกคือหา “Jump Starter” ซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้อาจจะมีให้บริการตามศูนย์บริการ หรือบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Jump Starter นี้เรียกให้เข้าใจง่าย ๆ มันเหมือนเป็นพาวเวอร์แบงค์สำหรับรถยนต์ รถแบตหมด ก็เอาตัวนี้มาพ่วงเสริมเข้าไป ทำให้พอสตาร์ทได้ สตาร์ทเสร็จแล้วรถมีไฟปั่นออกมาจากไดชาร์จก็ถอดออก ขับต่อเพื่อไปเปลี่ยนแบตได้ตามปกติ \n\nทางเลือกที่สองคือหารถอีกคันหนึ่งมาพ่วงแบตเตอร์รี่หากันเพื่อทำการสตาร์ทรถคันที่ไฟหมด ซึ่งน่าจะเป็นวิธีที่เราจะมาโฟกัสกันในบทความนี้\n\nการเชื่อมต่อนั้นมีหลักการง่าย ๆ โดยหลังจากที่นำรถมาจอดใกล้ ๆ กันแล้วเปิดฝากระโปรงหันหน้าหากัน และต่อสายไฟตามลำดับดังต่อไปนี้\n\n  1. คีบสายขั้วบวก (สีแดง) เข้ากับขั้วบวกของแบตเตอร์รี่ของรถที่แบตหมด \n  2. คีบสายขั้วบวก (สีแดง) เข้ากับขั้วบวกของแบตเตอร์รี่รถคันที่มีไฟ\n  3. คีบสายขั้วลบ (สีดำ) เข้ากับขั้วลบของแบตเตอร์รี่รถคันที่มีไฟ\n  4. คีบสายขั้วลบ (สีดำ) เข้ากับตำแหน่งกราวด์ในห้องเครื่องของรถคันที่แบตหมด \n\nโดยหลีกเลี่ยงการคีบขั้วลบเข้าแบตรถคันที่ไฟหมดโดยตรง เพื่อป้องกันแบตเตอร์รี่ระเบิด\n\nจุดกราวด์สำหรับคีบขั้วลบนั้นจะสังเกตได้ไม่ยาก บริเวณใดก็ตามที่เป็นโครงรถที่ไม่เคลือบสีไว้ หรือหัวน็อตที่มีสายไฟสีดำเส้นโต ๆ ขันเข้ากับโครงรถนั้นแหละครับคือกราวด์ แต่ในรถบางรุ่น หากหาจุดต่อกราวด์ตัวรถไม่เจอจริง ๆ ก็อาจจะพอหยวน ๆ ให้ต่อขั้วลบเข้ากับขั้วลบแบตเตอร์รี่โดยตรงได้ โดยให้ระมัดระวังอย่าเอาหน้าเราเข้าไปใกล้ ๆ แบตเตอร์รี่เนื่องจากอาจมีประกายไฟทำไปโดนแกสไฮโดรเจนที่ระเหยมากับแบตเตอร์รี่จนเกิดระเบิดได้\n\nเมื่อเชื่อมต่อสายจั้มเข้ากันเรียบร้อยตามลำดับที่กล่าวมาแล้ว ก็ให้ทำการสตาร์ทรถคันที่มีไฟตามปกติเสียก่อน เมื่อสตาร์ทเสร็จแล้ว ให้เพื่อนของเราคนหนึ่งเร่งเครื่องรถคันที่มีไฟปกติไว้ด้วยรอบเครื่องคงที่ ประมาณ 1500-2000 RPM ขั้นตอนนี้ไม่มีประโยชน์ที่จะเร่งเครื่องแรง ๆ แต่ที่สำคัญคือต้องรักษารอบเครื่องให้นิ่งไว้เพื่อให้ไดชาร์จสร้างแรงดันไฟฟ้าได้มากพอและคงที่สำหรับการสตาร์ทรถคันที่แบตหมด และในระหว่างนี้ก็ให้สตาร์ทเครื่องคันที่แบตหมดให้ติดด้วยขั้นตอนการสตาร์ทตามปกติ\n\nทั้งนี้มีข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกคือ ในรถที่แบตหมดบางคันที่สภาพแบตเตอร์รี่แย่มาก ๆ ขั้วแบตเตอร์รี่อาจมีคราบเกลือขาว ๆ ขึ้น ซึ่งอาจส่งผลทำให้การจั้มไฟจากรถคันที่มีไฟปกติมายังรถคันที่แบตหมดได้ไม่มีประสิทธิภาพพอ ให้ใช้น้ำร้อน หรือผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดขั้วแบตให้สะอาดก่อนที่จะเสียบสายจั้มแบต ก็จะช่วยให้สตาร์ทติดได้ง่ายขึ้น\n\nส่วนการถอดสายจั้มแบตออกหลังจากที่สตาร์ทติดแล้วก็ควรเริ่มจากการถอดสายสีดำขั้วลบออกจากกราวด์ของรถคันที่แบตหมดก่อน แล้วจึงค่อยถอดปากคีบขั้วลบออกจากรถคันที่มีไฟปกติ เมื่อถอดสายสีดำออกเสร็จแล้ว จึงค่อยถอดสายสีแดง โดยเริ่มจากรถคันที่มีไฟปกติออกก่อน แล้วค่อยถอดออกจากคันที่ไฟหมด โดยในระหว่างการถอดปากคีบหรือสายไฟทั้งสี่จุดนี้ ระมัดระวังอย่าให้ปากคีบสายไฟไปโดนขั้วไฟหรือโลหะบนรถโดยไม่ตั้งใจด้วย\n\nหลังจากสตาร์ทติดแล้ว ก็ไม่ควรชะล่าใจ หาร้านแบตเตอร์รี่เพื่อทำการเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ใหม่ในทันที หากเราทราบว่าแบตเตอร์รี่เสื่อมและไม่ได้เปลี่ยนมาเป็นเวลานานแล้ว แต่หากแบตเตอร์รี่รถเราหมดโดยที่ไม่ได้ตั้งใจเช่นเผลอลืมเปิดไฟทิ้งไว้ ก็ควรที่จะสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้เป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที หรือขับขี่ออกไปตามปกติโดยไม่ดับเครื่องเป็นเวลาอย่างน้อย ๆ 30 นาที เพื่อให้แน่ใจว่าแบตเตอร์รี่จะถูกชาร์จไฟกลับจากระบบไฟชาร์จในรถเราจนเพียงพอสำหรับการสตาร์ทครั้งต่อไป\n","ksb-battjump0865.png","",null,"ksb-battjump0865_i.png",[],"7 ธันวาคม 2565",1777136589849]