[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20221214114012774025",2,5,"ย้อนกลับไปดู จำนวนลูกสูบในเครื่องยนต์สันดาป ทำไมปัจจุบันจึงลดน้อยลงเรื่อย ๆ","รถยนต์เครื่องสันดาปคันแรกของโลกที่พัฒนาโดย Benz นั้น ใช้เครื่องยนต์แบบ 1 สูบ แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่ปี ก็เริ่มมีเครื่องยนต์ชนิดสูบที่มากขึ้นเข้ามา ตั้งแต่ 2 ไปจนถึง 4\n\nการเพิ่มจำนวนลูกสูบในช่วงต้นของการพัฒนารถยนต์นั้น เพื่อเป็นการลดขนาดของลูกสูบ ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ใน 2 ทาง อย่างแรกคือ ขนาดลูกสูบที่ลดลงนั้น ทำให้น้ำหนักของทั้งลูกสูบ ก้านสูบ ข้อเหวี่ยง ลดน้อยลงได้ และชิ้นส่วนก็ไม่ต้องรับภาระจากการกระทำที่มากขึ้น สิ่งที่ได้ก็คือ รอบเครื่องยนต์สามารถเพิ่มสูงขึ้นได้ แรงม้าก็จะมากขึ้น และเครื่องยนต์ก็จะเดินได้เรียบมากขึ้น\n\nทั้งหมดนี้มีความสำคัญมากในอดีต เพราะรถในอดีตไม่มีแท่นเครื่องที่มารองรับแรงสะเทือนจากเครื่องยนต์ได้ รถที่มีความเร็วมากขึ้น หรูหรามากขึ้น นุ่มนวลมากขึ้น จึงต้องใช้เครื่องยนต์ที่สูบมาก ๆ เข้าไว้ เพื่อเป็นการลดขนาดของลูกสูบ แลกมาด้วยความซับซ้อนในการออกแบบและพัฒนา\n\nเครื่องยนต์ที่เรียกว่า “Multi-cylinder” หรือหลายสูบนี้ เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ กลายมาเป็น 6 8 12 และมากที่สุดในรถยนต์นั่งคือจำนวน 16 สูบในรถ Cadillac V16 ซึ่งเป็นอัครยานยนต์หรูของยุค 1930 และมีคู่แข่งรุ่นอื่น ๆ อย่างเช่น Duesenberg 8 สูบ Lincoln 12 สูบ Packard 12 สูบ และในทางยุโรปเอง ก็มีรถหรูทั้ง 6 และ 8 สูบขายเช่นกัน ไม่ว่าจะ Alfa Romeo 8 สูบ หรือ Bentley 8 สูบ ฯลฯ\n\nเมื่อถึงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1939 ก่อนที่จะขยายไปยังภูมิภาคอเมริกาในปี 1942 เศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงักงัน และรถยนต์หรูรุ่นต่าง ๆ ที่ใช้จำนวนสูบเยอะก็หายไปแทบจะในชั่วพริบตา หลังจากสงครามโลกจบลง รถยนต์ในแถบภูมิภาคยุโรป เหลือแต่รถขนาดเล็กที่จำนวนสูบน้อย ตั้งแต่ 4 จนถึง 2 สูบ แม้กระทั่งรถยนต์หรูก็เหลือเพียง 6 สูบ\n\nในขณะที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเศรษฐกิจพุ่งทะยานด้วยชัยชนะ กลับเกิดการสร้างมาตรฐานใหม่ในรถหลายรุ่น ว่าเครื่องยนต์แบบ V8 สูบ เป็นสิ่งที่ทันสมัยและตอบโจทย์ผู้ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด และเครื่องยนต์หลายสูบก็หายไปเช่นกัน\n\nแม้ว่าจะมีรถอย่าง Ferrari และ Lamborghini ในยุค 1950 และ 1960 ที่ใช้เครื่องยนต์ 12 สูบ แต่สำหรับรถในระดับทั่ว ๆ ไป ต้องรอจนกระทั่งยุค 1970 เครื่องยนต์ชนิด V12 สูบ จึงกลับมาอีกครั้ง และคราวนี้มันมาในรูปแบบของ Jaguar V12 ซึ่งทำให้บริษัทอื่น ๆ เช่น BMW ก็พัฒนาเครื่อง 12 สูบเหมือนกัน ก่อนที่ Mercedes-Benz จะตามติดเรื่อยมาจนยุค 1990\n\nในปัจจุบัน ด้วยความจำเป็นในเรื่องเกี่ยวกับกฎเกณฑ์อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และมลภาวะ เครื่องยนต์ Downsizing ที่กำลังเป็นกระแส ทำให้จำนวนสูบของรถยนต์ลดลงอีกครั้งหนึ่ง เช่น Fiat Twin Air แบบ 2 สูบ หรือ Toyota GR Yaris 3 สูบ แม้กระทั่งรถยนต์หรูอย่าง Mercedes-Benz S-Class และ BMW 7-Series ที่ขายได้ส่วนมาก ก็เป็นชนิด 4 หรือ 6 สูบที่พ่วงระบบ Hybrid กันไปหมดแล้ว ทำให้วัฐจักรในการพัฒนาย้อนกลับไปในช่วงแรกอีกครั้งหนึ่ง แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนามาไกลกว่าช่วงแรกนั้นมาก ทำให้รถสูบน้อยเหล่านี้ก็มีประสิทธิภาพ มีความนุ่มนวลมากที่สุดในประวัติศาสตร์\n\nถึงกระนั้น เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาแทนที่ ก็จะยังมีคนจำนวนมากที่อยากจะหวนคืนสู่ยุครถยนต์สันดาปสูบเยอะอยู่ดี เสน่ห์ของรถยนต์เหล่านั้นก็ไม่เลือนหายไปไหน เพียงแค่ในระดับทั่วไปก็คงจะไม่ได้เห็นกันอีกแล้ว\n","multicyl0865.png","",null,"multicyl0865_i.png",[],"14 ธันวาคม 2565",1777136589669]