[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20230105113057261192",2,5,"ทำความรู้จักการปะยางแต่ละชนิด ดีและไม่ดีอย่างไร","วัสดุแหลมคมต่าง ๆ ที่อาจตกหล่นอยู่บนถนนโดยไม่ตั้งใจ เช่นตะปู สกรูเกลียวปล่อย เศษหินคม ๆ ที่เมื่อรถของเราขับบดไปแล้วอาจจะทิ่มหน้ายางของเราเป็นรูทำให้ยางรั่วได้ วันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับวิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้กัน\n\n- การปะแบบแทงไหม (Plug) ชื่อภาษาไทยฟังดูเหมือนการเย็บแผล แต่จริง ๆ แล้วการปะชนิดนี้เป็นการปะที่มีขั้นตอนเรียบง่ายและรวดเร็ว อีกทั้งยังได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เพราะไม่ต้องถอดล้อหรือยางออกมาเพื่อทำการปะ โดยปกติช่างจะทำการยกล้อให้ลอยขึ้นจากพื้น ดึงตะปูหรือเศษวัสดุที่แทงหน้ายางออก คว้านรูรั่วให้เรียบ จากนั้นจึงแทง “ไหม” ซึ่งหน้าตาเหมือนยางเส้น ๆ ที่เคลือบด้วยเนื้อกาวยางเหนียว ๆ เข้าไปอุดเนื้อยางที่โบ๋อยู่ จากนั้นตัดแต่งหน้าให้สวยงาม และเติมลมกลับคืน ถึงแม้ว่าการปะยางแบบแทงไหมนั้นตามหลักแล้วจะนับว่าเป็นการปะซ่อมแบบชั่วคราว แต่ข้อมูลจากหลายแหล่งก็ระบุว่าหากแผลที่ทำการปะซ่อมไม่ได้เสียหายยับเยินมากจนเกินไป การปะชนิดนี้จะสามารถมีอายุใช้งานต่อไปได้หลายหมื่นกิโลเมตรเลยทีเดียว\n\n- การปะแบบสตีมเย็น (Patch) อีกครั้งที่ชื่อภาษาอังกฤษนั้นน่าจะทำให้คนที่ไม่เคยทราบขั้นตอนพอเข้าใจภาพได้ง่ายกว่า การปะชนิดนี้ จะต้องถอดล้อและถอดยางออกจากกระทะล้อ เพื่อทำการตรวจสอบพื้นผิวยางที่เสียหายจากด้านใน จากนั้นช่างจะใช้เครื่องเจียร ขัดแต่งแผลบนเนื้อยางด้านในให้เรียบ แล้วใช้แผ่นยางทากาวและปะลงไปบริเวณแผลจากด้านใน การปะชนิดนี้จะมีข้อดีที่จะสามารถการันตีอายุการใช้งานได้ยาวนานถึง 7 ปี (ถึงป่านนั้นยางคงหัวโล้นหมดแล้ว) และไม่ต้องใช้ความร้อนในการปะ จึงไม่ทำให้ยางบวมหรือสูญเสียคุณสมบัติความยืดหยุ่นของเนื้อยางที่ปะไปอีกด้วย\n\n- การปะแบบสตีมร้อน หลักการนั้นคล้ายคลึงกับการทำสตีมเย็นคือต้องถอดยางออกมาจากกระทะล้อ จากนั้นเจียรพื้นผิวที่เสียหายให้เรียบ แล้วใช้ชิ้นยางปะลงไป แต่แทนที่จะใช้กาวทำการแปะชิ้นยางที่ปะลงไป การสตีมร้อนนั้นจะใช้ความร้อนทำการเชื่อมผิววัสดุที่ใช้ปะยางลงบนเนื้อยาง ซึ่งจะมีความคงทนกว่าการปะแบบใช้กาว แต่อย่างไรก็ดี ผู้ผลิตยางส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักไม่แนะนำวิธีนี้ เนื่องจากการใช้ความร้อนในการปะซ่อมยาง อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อยางบริเวณที่ปะ ทำให้ยางมีโอกาสบวมขึ้นได้ในอนาคต\n\n- การปะแบบแทงไหมดอกเห็ด (Patch and Plug combination) เป็นการปะที่รวมเอากลไกการซ่อมของการแทงไหม และการปะสตีมเย็น เข้าไว้ด้วยกัน กล่าวคือต้องถอดยางออกจากกระทะล้อ ขัดแต่งผิวหน้าภายในยางให้พร้อมปะจากภายใน อีกทั้งยังต้องคว้านรูที่รั่วออก เพื่อรองรับกับแผ่นปะยางที่มีหน้าตาเป็นแผ่นยางที่มีแท่งคล้ายดอกเห็ด แท่งยางตัวนี้เองจะถูกแทงออกจากภายในยาง และแผ่นปะยางจะถูกยึดติดกับพื้นผิวด้านในยางบริเวณที่รั่วด้วยกาวเช่นเดียวกับการสตีมเย็น เสมือนเป็นการปลูกถ่ายเนื้อยางใหม่ให้แก่บริเวณหน้ายางที่ถูกตะปูตำเหมือนการแทงไหม แต่ก็ได้ข้อดีในด้านความทนทานในการปะเนื้อยางจากด้านในของยางอีก จึงทำให้การปะยางชนิดนี้มักมีราคาสูงกว่าการปะชนิดอื่น ๆ แต่ก็ให้ความทนทานและปลอดภัยจากความเสี่ยงที่ยางจะรั่วซ้ำ หรือบวมจากความร้อนที่ใช้ในขั้นตอนการซ่อมอีก\n\nจากที่กล่าวมานั้นจะได้ว่าการปะยางแต่ละแบบนั้นก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป \n\nโดยการปะแบบแทงไหมนั้นก็สามารถทำได้รวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายในการปะที่ถูก (ร้านบางร้านบริการฟรีด้วยซ้ำ) แต่ก็จะเหมาะกับแผลที่ไม่ใหญ่มากและหากไม่ได้ซีเรียสว่าจะใช้ยางต่อไปอีกเป็นเวลานาน เหมาะกับยางที่ดอกยางใกล้จะหมดแล้วและต้องเปลี่ยนในเร็ววัน \n\nส่วนการปะแบบสตีมเย็น และแทงไหมดอกเห็ด ก็เหมาะสมสำหรับคนที่อาจจะเพิ่งซื้อยางชุดใหม่มาแต่เกิดเหตุยางรั่วเสียก่อน และคาดหวังว่าจะใช้ยางเซ็ทปัจจุบันต่อไปอีกเป็นเวลานาน ซึ่งก็จะมีราคาในการปะที่สูงขึ้นมาหน่อย แต่ให้ความมั่นใจได้มากกว่าการแทงไหม \n\nส่วนการสตีมร้อนหากเป็นไปได้ผู้เขียนเองมักจะไม่อยากแนะนำให้ทำเนื่องจากการใช้ความร้อนในการปะซ่อมถึงแม้จะทำให้เนื้อยางที่ปะเข้าไปนั้นติดแน่นทนทานก็จริง แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้เนื้อยางเกิดบวมเสียหายได้ในอนาคต\n\nอย่างไรก็ดีการปะยางทุกแบบนั้นก็จะมีข้อจำกัดที่เหมือน ๆ กัน นั้นก็คือ\n\nยางที่สามารถปะซ่อมและใช้งานต่อได้อย่างปลอดภัยนั้น จะต้องเป็นยางที่เสียหายบริเวณหน้ายางที่สัมผัสกับพื้นถนนเท่านั้น กรณียางถูกแทงทะลุที่บริเวณแก้มยางไม่ว่าจะวิธีใด ๆ ก็ไม่สามารถที่จะซ่อมและนำกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากแก้มยางปกติจะเป็นชิ้นส่วนที่มีไว้เพื่อรับน้ำหนัก ซึ่งการปะซ่อมนั้นจะทำให้เกิดความเสี่ยงที่ยางจะระเบิดระหว่างการใช้งานได้ นอกจากนี้แผลบางแบบที่ใหญ่มากจนเกินไป หากช่างประเมินแล้วว่าไม่สามารถปะซ่อมได้ ผู้เขียนก็แนะนำว่าอย่าพยายามทู่ซี้ให้เขาปะให้ ยอมเสียเงินซื้อยางเส้นใหม่เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่เสียจะดีกว่าครับ\n","ks-b-payang0765.png",null,"","ks-b-payang0765_i.png",[12],"5 มกราคม 2566",1777136589612]