[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20230105113057953346",2,4,"นี่คือรถเกียร์ธรรมดาจากฮอนด้ารุ่นสุดท้ายที่จำหน่ายในประเทศไทย!","จากข่าวที่ฮอนด้ากำลังจะยุติการผลิต Honda Jazz ในประเทศไทยในเร็ว ๆ นี้ ทำให้ผมรู้สึกใจหายอยู่เหมือนกัน เพราะ Honda Jazz นั้นได้ผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยมาเกือบสองทศวรรษ และอยู่มาได้ถึงสามโฉมได้แก่ GD, GE, GK ซึ่งเป็นโฉมสุดท้ายสำหรับตลาดภูมิภาคอาเซียนรวมถึงเมืองไทย \n\nความพิเศษของมันนอกจากจะเป็นรถแฮทช์แบคที่มีการพับเบาะเพื่อเก็บของได้อย่างน่าทึ่งแล้ว มันยังเป็นรถมีรุ่นเกียร์ธรรมดาให้เลือกตั้งแต่ในโฉมแรกยันโฉมปัจจุบันในเมืองไทย\n\nย้อนไปเมื่อช่วงปี 2016 ซึ่งผ่านไปแล้ว 2 ปีหลังโฉมปัจจุบันได้เปิดตัว เวลานั้นเพื่อนผมคนหนึ่งอยากซื้อรถใหม่และมอง Honda Jazz ผมเลยไปเดินงานมอเตอร์โชว์กับเพื่อนและช่วยเพื่อนคุยกับเซลล์เพื่อตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขจนกระทั่งเพื่อนผมได้จอง Honda Jazz รุ่น SV+ ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุด \n\nส่วนตัวผมเองนั้นก็เกิดความคันขึ้น ประกอบกับช่วงนั้นเริ่มได้ข่าวว่า Honda Jazz รุ่น S MT ซึ่งเป็นรุ่นเกียร์ธรรมดาราคาถูกที่สุดท้ายตาราง หายากเหลือเกิน ผมจึงลองถามเซลล์ว่าพอจะหารถได้บ้างไหม คุณเซลล์ก็ลองไปเช็คในสต็อกของศูนย์สักพักแล้วกลับมาพร้อมคำตอบว่า “มีอยู่ 1 คันค่ะ เป็นสีขาว” จากนั้นทำให้ผมตัดสินใจจองโดยทันที!\n\nเป็นเรื่องที่น่าตลกอีกอย่างก็คือ เพื่อนของผมจองรุ่น SV+ ตัวรถราคาขณะนั้นคือ 754,000 บาท ตอนจองใช้เงินจองวางแค่ 5,000 บาทเท่านั้น แต่สำหรับรุ่น S MT ที่ผมจองนั้นราคาอยู่ที่ 555,000 บาท กลับต้องวางเงินจองถึง 30,000 บาท เนื่องจากทางโชว์รูมต้องการความมั่นใจว่าเราจะไม่ทิ้งจองแน่ ๆ เพราะเนื่องจากรถหายากมาก\n\nสำหรับ Honda Jazz รุ่น S MT ที่ตั้งราคาขายไว้ที่ 555,000 มาตั้งแต่ปี 2014 จนกระทั่งปรับอุปกรณ์มาเรื่อยถึงปัจจุบันในปี 2022 แล้วราคาจำหน่ายของมันก็ยังคงไว้เท่าเดิม หากแต่ว่ามีการเพิ่ม-ลดอุปกรณ์ในบางจุดเพื่อการบริหารต้นทุนเป็นธรรมดา แต่ทว่าในราคาระดับนี้ การให้อุปกรณ์พื้นฐานมา เช่น กุญแจรีโมทแบบพับเก็บได้, ชุดเครื่องเสียงรองรอบ USB และ Bluetooth พร้อมลำโพง 4 ตำแหน่ง, ชุดมาตรวัดมาตรฐานพร้อมไฟเรืองแสงสีส้ม, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, และล้อกระทะขนาด 15 นิ้วพร้อมฝาครอบ รัดด้วยยางยี่ห้อ Maxxis เป็นต้น \n\nก็นับได้ว่าเป็นรถที่ให้ออปชั่นมาไม่น่าเกลียด และทำให้ดูคุ้มกับราคาที่จ่ายไป อีกทั้งได้เครื่องที่แรงกว่ารถอีโคคาร์คู่แข่งหลายเจ้าที่ตั้งราคามาในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าเลยด้วยซ้ำ ในส่วนของพละกำลังนั้น ตัวเครื่องยนต์เป็นเบนซิน 4 สูบ ซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ (SOHC) พร้อมระบบวาล์วแปรผันแบบ i-VTEC ขนาดความจุ 1,497 ซีซี ให้กำลังสูงสุดอยู่ที่ 117 แรมม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 146 นิวตันเมตร ที่ 4,700 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ อัตราทดแบบ Overdrive เริ่มที่เกียร์ 4 (0.948) และ 5 (0.809) และอัตราทดเฟืองท้ายอยู่ที่ 4.625 ซึ่งนับว่าอัตราทดจัดมากเลยทีเดียว\n\nและแล้วก็มาถึงวันรับรถ ความรู้สึกสัมผัสแรกก็คือการเข้าเกียร์ ซึ่งคันเกียร์ของมันค่อนข้างสั้นกำลังดี และให้ความรู้สึกที่ชิดกันกำลังดีเลยทีเดียว ในส่วนของแป้นคลัตช์นั้นอาจะต้องให้ความคุ้นชินในช่วงแรกนิดหน่อย เพราะความรู้สึกของจุดตัดต่อกำลังนั้นอยู่ค่อนข้างสูง ต้องยกเท้าออกมาสูงประมาณหนึ่งจึงจะตัดต่อกำลังได้พ้น\n\nในส่วนอัตราเร่งนั้นให้ความรู้สึกที่พุ่งตัวแบบหายห่วง พร้อมทั้งเสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่ให้โทนเสียงที่เร้าใจตามสไตล์เครื่องฮอนด้า ถึงแม้ว่าท่อไอเสียเดิมจะไม่ส่งเสียงคำรามรบกวนจนชาวบ้านรำคาญก็ตาม อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เท่าที่เคยจับเวลากันเองจะอยู่ที่ราว 10.5 วินาที อัตราการเร่งแซง 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อยู่ที่ราว 7.2 วินาที \n\nและเป็นเรื่องที่น่าตลกก็คือ เนื่องด้วยอัตราการทดเกียร์และเฟืองท้ายที่จัดมาก ทำให้เมื่อวิ่งที่ความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเกียร์ 5 ความเร็วรอบจะอยู่ที่ 4,000 รอบต่อนาที!! ขณะที่รุ่น CVT รอบจะตกลงมาต่ำกว่า 2,000 ด้วยซ้ำ และยิ่งไปกว่านั้นไฟสัญลักษณ์ Eco บนหน้าปัดยังติดอยู่ และมันจะดับลงก็ต่อเมื่อรอบเครื่องยนต์มากกว่า 4,500 รอบต่อนาทีเป็นต้นไป ด้วยเหตุนี้อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื่อเพลิงโดยเฉลี่ยตอนวิ่งทางไกลนั้นจึงทำได้ไม่ค่อยดี อยู่ที่ราว 15-16 กิโลเมตรต่อลิตร\n\nจนถึงวันนี้ผมได้เป็นเจ้าของมันกว่า 6 ปีแล้ว และกำลังจะเข้าใกล้หนึ่งแสนกิโลเมตร ตั้งแต่ใช้มาก็มีแค่เปลี่ยนล้อและยางจากเดิมอัพเกรดให้เป็นยางสมรรถณะสูงขึ้น และบำรุงรักษาตามระยะทางเท่านั้น ก็นับได้ว่ามันเป็นรถที่ไม่จุกจิก บำรุงรักษาง่าย หากแต่ว่าอาจจะมีเรื่องสนิมมากวนใจในบางคัน (รถผมก็มี) \n\nแต่อย่างไรก็ดีมันก็เป็นรถบ้านหนึ่งคันที่น่าเก็บเอาไว้ อีกทั้งเมื่อเช็คราคาของมันในตลาดมือสองก็พบว่ารถรุ่นเกียร์ธรรมดาซึ่งเป็นรุ่นล่างสุด แต่กลับมีราคามือสองที่สูงกว่ารุ่นท็อปด้วยซ้ำ และอีกไม่นานตำนาน Honda Jazz ในเมืองไทยก็กำลังจะหายไปพร้อมกับรถยนต์นั่งเกียร์ธรรมดาจากแบรนด์นี้เช่นกัน\n","kskw-jazzmt0865.png","",null,"kskw-jazzmt0865_i.png",[],"5 มกราคม 2566",1777136589600]