[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20230110165046941983",2,5,"สิ่งที่ควรรู้ในการดูแลรักษารถเครื่องเบนซินฉีดตรง (Direct Injection)","หลายคนที่คุ้นเคยกับโฆษณารถยนต์ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาคงจะเคยได้ยินคำว่า “Direct Injection” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีเซลมาตั้งแต่นานนม แต่หลายคนคงอาจยังไม่ทราบว่าทุกวันนี้ เครื่องยนต์เบนซินหรือแก๊สโซลีนนั้นก็ได้มีการนำเอาเทคโนโลยี Direct Injection (ฉีดตรง) มาใช้กันอย่างแพร่หลายในกลุ่มรถยนต์พรีเมี่ยมจากแบรนด์ยุโรป \n\nรวมถึงค่ายญี่ปุ่นเองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ก็เริ่มมีได้เห็นในรถระดับเมนสตรีมแล้ว เนื่องด้วยการมาของข้อบังคับด้านมลพิษจากรัฐบาลที่เข้มข้นขึ้น ที่คอยบีบให้ผู้ผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องสันดาปภายในผลักดันเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ โดยจะเห็นได้ชัด ๆ เลยก็คือเครื่องตระกูล SkyActiv ของมาสด้า เป็นต้น การใช้เทคนิคการฉีดน้ำมันตรงเข้าห้องเผาไหม้นั้นมีข้อดีที่ช่วยให้เครื่องยนต์สามารถใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดอุณหภูมิในห้องเผาไหม้ได้ดีกว่า ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงและช่วยลดมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ได้ดีกว่าเทคโนโลยีการฉีดน้ำมันแบบเดิม\n\nเครื่องยนต์เบนซินที่ใช้หัวฉีดทั่วไป น้ำมันเชื้อเพลิงจะถูกผสมเข้ากับอากาศที่ท่อร่วมไอดี ก่อนที่จะถูกดึงเข้าไปยังห้องเผาไหม้ด้วยการเปิดของวาล์วไอดี ในเครื่องยนต์ที่ใช้หัวฉีดแบบดั้งเดิมนี้ นับตั้งแต่น้ำมันเชื้อเพลิงถูกฉีดเข้าทางปากท่อร่วมไอดี จนถึงห้องเผาไหม้ น้ำมันกับอากาศจะมีเวลาในการคลุกเคล้าส่วนผสมเข้าด้วยกันเพื่อให้เหมาะสมกับการเผาไหม้ได้อย่างหมดจดไประหว่างทางที่มันเดินทางเข้าไปในห้องเผาไหม้ด้วยกัน\n\nแต่สำหรับเครื่องยนต์ชนิดเบนซินฉีดตรง (GDI) น้ำมันเชื้อเพลิงจะถูกฉีดเข้าไปผสมกับอากาศในห้องเผาไหม้โดยตรง ดังนั้นเวลาที่มี ไว้ให้อากาศกับน้ำมันผสมเข้าด้วยกันจึงมีน้อยกว่าเครื่องยนต์ทั่วไปมาก เครื่องเบนซินฉีดตรงจึงต้องอาศัยแรงดันในการฉีดน้ำมันที่สูงกว่าปกติเข้าช่วยเพื่อสร้างละอองฝอยน้ำมันละเอียดกว่าหัวฉีดรถเบนซินทั่วไป ให้ส่วนผสมอากาศกับน้ำมันได้ทันก่อนที่จะถูกเผาไหม้\n\nเนื่องด้วยแรงดันและความละเอียดในการฉีดน้ำมันที่สูงมากในเครื่องเบนซินฉีดตรง จึงทำให้การดูแลเรื่องแรก ๆ ที่ควรทราบสำหรับผู้บริโภคทั่วไปนั้นก็คือการใส่ใจเลือกน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพดี มีการปนเปื้อนต่ำ ทั้งนี้ฟังดูแล้วอาจจะยากสำหรับคนทั่ว ๆ ไป ที่จะได้ทราบข้อมูลการปนเปื้อนของน้ำมันในแต่ละปั๊ม แต่สิ่งที่พอจะทำได้นั้นก็คือเลือกเติมน้ำมันจากปั๊มน้ำมันที่มียี่ห้อ มีการควบคุมคุณภาพที่น่าเชื่อถือ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วปั๊มน้ำมันที่มียี่ห้อไม่ว่าจะของไทยหรือต่างชาติ ล้วนแล้วแต่มีมาตรฐานการควบคุมคุณภาพน้ำมันทั้งสิ้น จึงควรเลี่ยงการเติมน้ำมันจากปั๊มหลอด หรือน้ำมันที่ไม่ทราบที่มา เพราะหากน้ำมันที่เติมเข้าไปสกปรก ก็อาจจะสร้างความเสียหายให้แก่หัวฉีดหรือระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงได้ง่ายกว่าเครื่องเบนซินปกติ\n\nนอกจากนี้เรื่องที่ไม่ควรละเลยไม่ว่าจะเป็นรถเครื่องชนิดใดก็ตาม นั่นก็คือการนำรถเข้ารับการบำรุงรักษาตามระยะ หรือเช็คระยะ เปลี่ยนชิ้นส่วนและของเหลวตามที่ผู้ผลิตแนะนำ รถยนต์เบนซินฉีดตรงบางยี่ห้อ บางรุ่น ผู้ผลิตอาจมีการแนะนำให้เติมน้ำยาทำความสะอาดระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย โดยหากมี ผู้เขียนก็แนะนำให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าเครื่องเบนซินฉีดตรงนั้นด้วยกายภาพของระบบหัวฉีด จะมีปลายหัวฉีดที่ฝังเข้าไปในห้องเผาไหม้ที่จะต้องรับกับทั้งแรงดัน ความร้อน และเขม่าจากการเผาไหม้ในกระบอกสูบ ทำงานหนักกว่าหัวฉีดน้ำมันทั่วไปที่ฝังอยู่บริเวณท่อร่วมไอดีเป็นอย่างมาก\n\nอย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าเราจะดูแลรถยนต์เบนซินฉีดตรงของเราอย่างดี ทั้งด้วยการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไว้ใจได้ เช็คระยะตามกำหนดโดยไม่ละเลยแล้วก็ตาม แต่เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งของอายุขัยของเครื่องยนต์ เราไม่อาจหลีกหนีสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของเครื่องยนต์ชนิดนี้ได้ \n\nประการแรกคือหัวฉีดนั้นจะต้องทำงานภายใต้สภาวะแรงอัดจากการเผาไหม้ในห้องเผาไหม้อยู่ตลอดเวลา ทำให้อาจมีคราบเขม่าสะสมที่บริเวณปลายหัวฉีดได้เมื่อใช้งานไปสักระยะหนึ่ง บางครั้งคราบเขม่าเหล่านี้ไม่สามารถล้างออกได้ด้วยน้ำยาล้างหัวฉีดตามขั้นตอนการเช็คระยะทั่วไป เราอาจจะพบได้ว่ารถยนต์ของเรานั้นมีอาการที่ผิดแปลกไป เช่นเดินสะดุด เร่งไม่ค่อยขึ้น หรือกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากผิดปกติเนื่องจากหัวฉีดเริ่มตันจนไม่สามารถฉีดน้ำมันออกมาเป็นฝอยได้อย่างเหมาะสม ก็อาจจำเป็นจะต้องถอดหัวฉีดออกมาทำการล้างและบำรุงรักษาด้วยเครื่องล้างเฉพาะ ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องใช้บริการจากร้านรับซ่อมหัวฉีดเฉพาะทางที่ใช้เทคนิคการล้างด้วยคลื่นอัลตราโซนิครวมถึงการตรวจสอบสภาพหัวฉีดโดยละเอียด ข้อนี้ผู้ผลิตโดยส่วนมากจะไม่ได้ระบุไว้เป็นระยะที่เจาะจง \n\nแต่อย่างไรก็ดีเมื่อรถหมดระยะรับประกันแล้ว เช่น 3-5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรขึ้นไป ผู้ใช้รถอาจพิจารณานำรถไปล้างหัวฉีดเพื่อเป็นการทำ “Preventive Maintenance” ก่อนที่จะเจออาการต่าง ๆ ที่ว่ามานี้ได้ตามความเหมาะสม\n\nทั้งนี้หากยังคงพบอาการแปลก ๆ หลังจากที่ล้างหัวฉีดไปแล้วล่ะก็ สำหรับผู้ใช้รถเบนซินฉีดตรงที่มีเลขไมล์ หรือชั่วโมงการทำงานของเครื่องยนต์สูง ๆ ก็คงอาจจะต้องพิจารณาเปิดเครื่อง เพื่อตรวจสอบบริเวณบ่าวาล์วไอดี ว่าถูกบดบังหรืออุดตันไปด้วยคราบเขม่าคาร์บอนหรือไม่ เนื่องจากที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น เครื่องเบนซินฉีดตรงนี้จะไม่มีการฉีดน้ำมันผ่านวาล์วไอดีเหมือนเครื่องเบนซินทั่วไป ดังนั้นบริเวณวาล์วไอดีก็อาจเกิดการสะสมของคราบเหนียวจากไอน้ำมันเครื่อง หรือเขม่าจากการเผาไหม้ที่เล็ดลอดออกมาจากกระบอกสูบได้ เพราะบ่าวาล์วในเครื่องฉีดตรงจะไม่ได้ถูกชะล้างโดยธรรมชาติจากน้ำมันเบนซินเหมือนในเครื่องเบนซินทั่วไป ที่มีการฉีดน้ำมันเข้าจากหน้าปากทางเข้าไอดีนั้นเอง\n","ksb-gdi0865.png","",null,"ksb-gdi0865_i.png",[12],"10 มกราคม 2566",1777136589516]