[{"data":1,"prerenderedAt":14},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":5,"title_th":6,"description_th":7,"banner_image":8,"jw_media_id":9,"video_embed_link":10,"article_image":11,"galleries":12,"publish_date":13},"20230117103501918135",2,"Nissan Almera: ความคาดหวังจะมาฆ่า B-Segment ที่ทำสำเร็จ แต่ต้องแลกมากับอะไร?","ในปัจจุบันนี้ ตลาดของรถยนต์นั่งที่กำลังขายดี ดูเหมือนจะถูกแบ่งออกเป็นดังนี้ รถ Eco-Car ระดับ 1,000 ซีซี เทอร์โบชาร์จ หรือ 1,200 ซีซี แล้วกระโดดข้ามไปรถยนต์ระดับ C-Segment ที่ใช้เครื่องยนต์ 1,600 ซีซี เป็นต้นไปเลย เราไม่อยากจะเชื่อเช่นกันว่าในอนาคตอันอีกไม่นาน เด็กวัยรุ่นที่เพิ่งจะหันมาสนใจเรื่องรถอาจไม่รู้จักรถ B-Segment ขนาด 1,500 ซีซีเสียด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่รถเซกเมนต์นี้เป็นตลาดใหญ่ของไทยมาช้านาน\n\nทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ในมุมมองของเรา เราต้องให้เครดิตกับรถ 3 รุ่นหลักที่เป็นตัวเปลี่ยนตลาดรถยนต์นั่งในประเทศไทย นั่นคือกลุ่ม Eco-Car Sedan ที่ทำตัวถังให้ใหญ่พอ จนสามารถทดแทน B-Segment ได้ หรือจะให้ว่ากันจริง ๆ คือ ขนาดตัวรถนั้นอยู่ในระดับ B-Segment แต่แค่ใช้เครื่องยนต์ 1,200 ซีซี ตามระเบียบแทน\n\nรถสามรุ่นสำคัญนี้ เราก็คงจะต้องประกอบด้วย Suzuki Ciaz Mitsubishi Attrage และพระเอกของเราในวันนี้อย่าง Nissan Almera\n\nNissan Almera N17 ถูกเปิดตัวในไทยช่วงปลายปี 2011 โดยใช้พื้นฐานและเครื่องยนต์จาก Nissan March แต่ใส่มาในตัวถังที่ชูความโดดเด่นเรื่องความกว้างขวางสะดวกสบาย แต่ติดตั้งเครื่องยนต์ 1.2 ลิตรเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ของภาษี Eco-Car และทำตลาดเรื่อยมาจนกระทั่งเปลี่ยนโฉมเป็น Nissan Almera 1.0 Turbo N18 ในปี 2019\n\nNissan Almera รุ่นแรกนั้นนับว่าเป็นรถที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของ Nissan ในยุคที่รถยี่ห้อนี้ยังนับได้ว่าเป็นรถแบรนด์ตลาดอยู่ และที่เราบอกไปว่ารถรุ่นนี้มีความโดดเด่นเรื่องภายในที่กว้าง เมื่อเรามาพิจารณาแล้ว รถรุ่นนี้ไม่ได้มีความโดดเด่นเรื่องอื่นใดเลยนอกจาก กว้าง\n\nเมื่อตัวถังที่ใหญ่ถูกฉุดลากด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร ช่วงล่างถูกปรับเซตมาให้นุ่มสบาย รถรุ่นนี้จึงเป็นรถครอบครัวที่ไม่สามารถดึงความสนุกในการขับขี่ออกมาได้เลย ยกเว้นถ้าหากคุณเป็นคนบ้าที่ชอบการขับรถที่ไม่เร็วให้เร็วได้ นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่คนจะซื้อรถเช่นนี้ ในเรื่องของภายนอกและภายในเองก็เช่นกัน ด้วยราคาจำหน่ายที่ตั้งมาอย่างคุ้มค่า วัสดุและการตกแต่งจึงมีให้แค่พอเพียง ไม่เกินความต้องการ\n\nทั้งหมดนี้ทำให้ Nissan Almera N17 ชวนให้เรานึกถึงรถยนต์ในอดีต 2 รุ่น รุ่นแรกคือ Nissan Sunny FF และรุ่นที่สองคือ Mitsubishi Lancer Champ เช่นเดียวกับรถทั้งสองรุ่นนี้ Almera N17 ถูกลากขายยาวนานเกินกว่าตลาดอื่น จนเหมือนจะถูกข้ามเจเนอเรชั่นไปเลยทีเดียว และรถทั้งสองรุ่นนี้ขายได้เพราะความคุ้มค่า และทำให้ผู้คนสามารถซื้อรถใหม่ได้โดยไม่ต้องจ่ายแพงเกินไป\n\nซึ่งในภายหลัง ทั้ง Sunny FF และ Lancer Champ ก็ถูกแทนที่ในทางจิตวิญญาณ ด้วยรถตระกูล B-Segment 1.5 ลิตรอย่าง Toyota Soluna และ Honda City รถสองรุ่นซึ่งในปัจจุบัน Nissan Almera ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างยิ่ง Toyota Soluna ถูกแทนที่ด้วย Vios ที่ถูกแทนที่ด้วย Yaris Ativ ในขณะที่ Honda City ยังต้องหันมาใส่เครื่องยนต์ 1.0 Turbo เพื่อเข้าข่ายเป็นรถ Eco-Car แทน\n\nส่วน Nissan Almera เหรอครับ? ในปัจจุบันนี้แบรนด์ Nissan กลับทำยอดขายของ Almera N18 ได้ไม่ดี ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าแปลก เพราะในมุมมองของเรารถรุ่นนี้ดีกว่า Almera N17 ในทุกประการ ตั้งแต่ออปชั่น การออกแบบ วัสดุภายใน เครื่องยนต์ ช่วงล่าง ฯลฯ ถ้าหากมีเหตุผลใด เราก็คิดได้เพียงแค่ว่า เพราะความสำเร็จของการขายรถที่เน้นความคุ้มค่าจนประสบความสำเร็จ ต้องแลกมากับการที่ภาพลักษณ์ของแบรนด์\n","almerab170865.png","",null,"almerab170865_i.png",[11],"17 มกราคม 2566",1777136589363]