[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20230201162310764013",2,5,"รถบรรทุกเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก 75,000 กิโลเมตร ทำได้อย่างไร?","ผู้ใช้งานรถยนต์ทั่วไปที่วิ่งตามท้องถนน มักจะเปลี่ยนน้ำมันเครื่องในรถของพวกท่าน อย่างมากที่สุดก็ทุก ๆ 2 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร และนั่นคือในกรณีที่ยืดยาวที่สุดซึ่งบริษัทรถที่ออกนโยบายเช่นนั้น ก็ลดลงมาเหลือ 1 ปี 16,000 กิโลเมตรกัน สำหรับค่ายรถญี่ปุ่นอย่าง Toyota ระบุเอาไว้ว่าเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก 6 เดือน 10,000 กิโลเมตร เมื่ออย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อนด้วยซ้ำ\n\nถ้าหากเรามาดูในโลกของวงการรถบรรทุก เมื่อไม่นานนี้ ทาง Volvo Trucks ได้ประกาศเปลี่ยนนโยบาย ให้รถบรรทุกรุ่น FH13 และ FM13 ใหม่ ที่ส่งมอบตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565 จะได้รับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก ๆ 52 สัปดาห์ (ประมาณ 1 ปี) และทุก ๆ 75,000 กิโลเมตร ไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งจะถึงก่อน\n\nคำถามคือ แล้วรถบรรทุก Volvo ทำเช่นนั้นได้อย่างไร? เมื่อแม้แต่รถ T8 ของ Volvo เอง ยังระบุไว้ว่าต้องเปลี่ยนถ่ายทุก 1 ปี ไม่เกิน 16,000 กิโลเมตร?\n\nคุณอาจจะคิดว่า คุณภาพของน้ำมันเครื่องและเทคโนโลยีในรถบรรทุก น่าจะต้องสูงกว่ามาก แต่ในความเป็นจริง น้ำมันเครื่องที๋ Volvo จำหน่ายสำหรับใช้กับรถบรรทุก เป็นน้ำมันเครื่องที่ใช้น้ำมัน Base Group 2 เท่านั้น หรือถ้าเป็นวงการรถยนต์ก็คือ น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา ไม่ใช่น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ สาเหตุก็เพราะน้ำมันเครื่องของรถบรรทุก เปลี่ยน 1 ครั้งจะต้องใช้น้ำมันถึง 33 ถึง 37 ลิตร จึงทำให้ถ้าหากใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ จะมีราคาที่สูงมาก แต่ว่า นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถบรรทุกลากเปลี่ยนน้ำมันเครื่องได้ยาวนานกว่า\n\nปัจจัยหลักที่ทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพในการใช้งาน คุณอาจจะคิดว่าเกิดจากความร้อนสะสม แต่ในความเป็นจริง มันคือการเจือปนสิ่งต่าง ๆ เช่นน้ำมันเชื้อเพลิงจากห้องเผาไหม้ หรือความชื้นจากอากาศ แต่ยิ่งน้ำมันเครื่องมีในระบบมาก ก็จะสามารถมีสิ่งมาเจือปนได้มาก ก่อนที่น้ำมันเครื่องจะสูญเสียคุณสมบัติในการป้องกันการสึกหรอไป แถมน้ำมันเครื่อง Group 2 เหล่านี้ ก็ยังมีการเติมแต่งสารยืดอายุโดยเฉพาะ ให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น\n\nนอกจากนี้ เครื่องยนต์ของรถบรรทุก ยังเป็นเครื่องยนต์รอบต่ำ และการใช้งานก็มักจะอยู่ที่รอบเครื่องยนต์ต่ำกว่ารถยนต์ทั่วไป เมื่อรอบเครื่องยนต์ต่ำ การเสื่อมสภาพจากความร้อนก็จะน้อยลงไปด้วย นอกจากนี้ ขนาดของชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ใหญ่ ทำให้มีพื้นที่ในการกระจายความร้อนออกไปมาก ช่วยลดอุณหภูมิของจุดร้อนมาก ๆ เหมือนในเครื่องยนต์ขนาดเล็ก และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เครื่องยนต์ของรถบรรทุกมักจะติดอยู่ตลอด ไม่ได้มีการสตาร์ทจากอุณหภูมิต่ำอยู่บ่อย ๆ ซึ่งเป็นสภาวะที่จะเกิดความสึกหรอมากที่สุด\n\nสิ่งสุดท้ายคือ บริษัทที่ดำเนินการกิจการรถประเภทเหล่านี้ มักจะมีการตรวจสอบคุณภาพของน้ำมันเครื่อง ด้วยการส่งไปยังห้องทดสอบต่าง ๆ ที่ในประเทศไทย ณ ปัจจุบันก็มีแล้ว ซึ่งจะสามารถบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า คุณภาพของน้ำมันเครื่อง ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการใช้งานอยู่หรือไม่ ได้แทบจะตลอดการใช้งาน และนอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบสภาพของเครื่องยนต์ได้อีกด้วย จึงได้คำตอบที่แน่นอนชัดเจนว่าเครื่องยนต์สามารถใช้น้ำมันเครื่องลากต่อไปได้หรือเปล่า หรือว่าควรเปลี่ยนถ่ายไปเลยในทันที\n\nแน่นอนครับว่าคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับน้ำมันเครื่องในรถบรรทุก รวมไปถึงวิธีการใช้งาน สร้างความแตกต่างในระยะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้แตกต่างจากรถยนต์ แม้ว่าเราจะทำตามไม่ได้ แต่ก็น่าสนใจว่าความแตกต่างเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เรารับรู้ว่า บางครั้ง การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก 5,000 กิโลเมตรแบบในอดีต เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว\n","ks-truckoilchange0965.png","",null,"ks-truckoilchange0965_i.png",[12],"1 กุมภาพันธ์ 2566",1777136589273]