[{"data":1,"prerenderedAt":13},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":5,"title_th":6,"description_th":7,"banner_image":8,"jw_media_id":9,"video_embed_link":9,"article_image":10,"galleries":11,"publish_date":12},"20230207171907418215",2,"BYD มีดีที่ Blade Battery","เป็นที่ฮือฮาเป็นอย่างมากในการมารุกตลาดรถไฟฟ้าของ BYD ซึ่งไม่เพียงแต่ประเทศไทย แต่ยังรวมถึงอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ BYD นั้นประกาศจะรุกตลาดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน \n\nBYD เองนั้นก็พยายามจะสื่อสารด้วยการชูจุดเด่น ในเรื่องของนวัตกรรมของแบตเตอรี่ ที่ตัวเองคิดค้นและมีลิขสิทธิ์หลายอย่างอยู่ในมือ ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดแข็งและข้อได้เปรียบสำหรับรถยนต์สัญชาติจีนรายนี้กันเลยทีเดียว  \n\nและหนึ่งในนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดของ BYD นั่นก็คือ LFP-Blade battery ที่ BYD นำมาใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นที่วางขายในปัจจุบัน อีกทั้งยังมีวี่แววว่าจะถูกใช้ในรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้ออื่นๆ ในอนาคตอีกด้วย\n\nBYD Blade battery มันคืออะไรกันแน่? ในบทความนี้ผมจะมาสรุปให้อ่านกันครับ  เริ่ม!\n\nก่อนอื่นเลยต้องพูดถึงเคมีธาตุที่ใช้ประกอบในเซลล์แบตเตอรี่ก่อนเลย BYD เองเลือกที่จะผลิตแบตเตอรี่ลีเธียมไอออน ชนิด LFP (Lithium-ion Phosphate) ซึ่งต่างจากผู้ผลิตสัญชาติอื่นอย่างเช่น LG, และ Panasonic เป็นต้น \n\nที่เลือกจะผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนชนิด NMC (Nickel Manganese Cobalt) อันที่จริงแล้วแบตเตอรี่แบบ LFP นั้น ดูเหมือนจะมีข้อด้อยกว่าแบตเตอรี่แบบ NMC ด้วยซ้ำ เพราะด้วยตัวคุณสมบัติทางเคมีของมันพบว่ามีความหนาแน่นของพลังงานที่ต่ำกว่า  \n\nนั่นก็หมายความว่าถ้าหากทำเซลล์แบตเตอรี่ทั้งสองชนิดมาน้ำหนักเท่ากัน  ค่าความจุของแบตเตอรี่ NMC จะได้ความจุพลังงานเป็น kWh ที่สูงกว่ามาก  แต่ถ้าหากเซลล์แบตเตอรี่แบบ NMC ถูกกระแทกจนบุบหรือถูกเจาะด้วยของแหลมนั้น จะทำให้เกิดการรัดวงจรและเกิดปฏิกิริยา Thermal runaway แล้วทำให้ติดไฟลุกไหม้ได้ง่าย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องออกแบบผิววัสดุของเซลล์และชุดโมดูลของแบตเตอรี่ให้หนาพอที่จะปกป้องมันได้ นั่นก็หมายถึงน้ำหนักและพื้นที่ก็จะสูญเสียไปกับสิ่งนี้\n\nในทางกลับกันแบตเตอรี่แบบ LFP ถึงแม้จะมีความหนาแน่นของพลังงานที่ต่ำกว่า แต่ตัวคุณสมบัติทางเคมีของมันเองก็ทำให้โอกาสเกิดปฏิกิริยา Thermal runaway ได้ยากกว่า ทำให้เมื่อหลังเกิดอุบัติเหตุโอกาสที่จะเกิดไฟไหม้จากเซลล์แบตเตอรี่โอน้อยลงเช่นกัน อีกทั้งแบตเตอรี่แบบ LFP ยังมีราคาต้นทุนที่ถูกกว่าแบบ NMC ถึง 30-40% เนื่องจากราคาของแร่เหล็ก (FE) มีราคาถูกกว่าแร่นิกเกิล, โคบอล, และแมงกานีส นั้นเอง \n\nBlade แปลว่า “ดาบ” และใช่ มันคือสิทธิบัตรของ BYD ที่พยายามนำแบตเตอรี่แบบ LFP มาใช้โดยการแก้ปัญหาของค่าความหนาแน่นของพลังงานที่ต่ำกว่าแบตเตอรี่แบบ NMC นั่นเอง BYD ใช้จุดเด่นด้านความปลอดภัยของ LFP ด้วยการออกแบบเซลล์แบตเตอรี่ที่บางเพื่อที่บรรจุเนื้อของแร่ให้ได้มากที่สุด ผลก็คือการผลิตเซลล์แบตเตอรี่รูปทรงสี่เหลี่ยม (Prismatic) ที่บางแต่ยาวทำให้มีรูปทรงคล้ายๆ กับดาบ  แต่เมื่อเอาดาบมาเรียงต่อกันหลายๆ อันมันจะทำให้พื้นที่ในการจัดวางนั้นมีปราสิทธิภาพอีกทั้งยังได้ค่าความจุของพลังงานระดับ kWh มากกว่าเซลล์แบตเตอรี่แบบ LFP ทั่วไปถึง 50% \n\nและอีกจุดเด่นที่ BYD ชูก็คือเรื่องความปลอดภัยของแบตเตอรี่ LFP-Blade โดย BYD เองได้แสดงถึงผลทดสอบด้วยการใช้เข็มเจาะลงไปที่กลางของเซลล์แบตเตอรี่แล้วพบว่าแบตเตอรี่แบบ LFP-Blade จะมีอุณหภูมิสูงฉับพลันเพียงแค่ 30-60 องศาเซลเซียสเท่านั้นอีกทั้งไม่มีเปลวไฟหรือควันพุ่งออกมา  ซึ่งต่างกับแบตเตอรี่แบบ NMC ที่ถูกทดสอบในลักษณะเดียวกัน ซึ่งมันจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นฉับพลันสูงถึง 500 องศาเซลเซียสอีกทั้งยังปล่อยควันและเปลวไฟออกมาทันที และในขณะเดียวกันถ้าหากเป็นแบตเตอรี่แบบ LFP ทั่วไป \n\nเมื่อทำการทดสอบก็จะพบว่าเกิดอุณหภูมิสูงขึ้นฉับพลันหลังเจาะไปถึงระดับ 200-400 องศาเซลเซียสเช่นกันแม้ว่ามันยังไม่เกิดเปลวไฟและควันออกมาก็ตาม ซึ่งจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยนี้ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์หลายลายก็สนใจที่จะใช้แบตเตอรี่ LFP-Blade ของ BYD อยู่เหมือนกัน\n\nณ วันนี้ BYD ยังคงเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายเดียวในโลกที่สามารถผลิตแบตเตอรี่ LFP – Blade ออกมาจำหน่ายได้เนื่องจากเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์นี้ อีกทั้งที่ผ่านมีได้มีการเซ็นต์สัญญากับค่ายรถยนต์อื่นๆ อย่าง Toyota และ Tesla ในเรื่องของการเป็นซัพพลายเออร์ในอนาคตอันใกล้  \n\nนั่นหมายความว่าเราอาจจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้ออื่นใส่แบตเตอรี่ LFP – Blade กันเพิ่มขึ้นในตลาดโลกเช่นกัน\n","kskw-bydblade0965.png",null,"kskw-bydblade0965_i.png",[10],"7 กุมภาพันธ์ 2566",1777136589207]