[{"data":1,"prerenderedAt":13},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":5,"title_th":6,"description_th":7,"banner_image":8,"jw_media_id":9,"video_embed_link":9,"article_image":10,"galleries":11,"publish_date":12},"20230207171909148997",2,"ไม่อยากรอคิวซื้อ Subaru BRZ ใหม่? หารุ่นแรกมาลองใช้ก่อนดีไหม?","กลายเป็นปรากฎการณ์ที่ผู้สนใจ อยากได้รถ Subaru BRZ เจเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งก็เปิดตัวไปแล้วหลายเดือน ต้องรอรถที่ถ้าหากสั่งจองตอนนี้ ก็อีกหลายเดือนกว่าจะได้ขับ เมื่อเราไปตรวจสอบกับทางเว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบก Subaru BRZ ใหม่นั้นมียอดจดทะเบียนอยู่ยังไม่ถึง 10 คันด้วยซ้ำ\n\nนั่นเป็นผลจากกระแสของตัวรถที่ดีเยี่ยมในตลาดโลกทั่วทุกหนแห่ง และทาง Subaru กับ Toyota ก็ดูเหมือนจะไม่สามารถผลิตรถได้ตามความต้องการเพราะ \n\n1. พวกเขาคาดหวัง Demand ของรถรุ่นนี้น้อยเกินไป และ \n\n2. ปัญหาเรื่อง Supply Chain ของชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ยังติดขัดอยู่\n\nเราไม่รู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้ จะเป็นต่อเนื่องไปนานขนาดไหน อาจจะถึงกลางปีหน้าด้วยซ้ำ แต่ว่า สำหรับผู้ที่สนใจอยากได้รถสปอร์ตราคาไม่สูงเกินไป แรงม้าไม่ต้องเยอะ แต่การขับขี่นั้นสร้างความตื่นเต้น สามารถทำให้ท้ายปัดได้ตามต้องการ หรือว่าใส่ยางดี ๆ ก็สามารถทำเวลาต่อรอบได้รวดเร็วเช่นกัน ทางออก อาจจะง่ายกว่าที่หลายคนคิด ทำไมไม่ซื้อ Subaru BRZ หรือ Toyota 86 เจเนอเรชั่นแรก ในตลาดรถยนต์มือสองล่ะครับ?\n\nSubaru BRZ และ Toyota 86 เจเนอเรชั่นแรก เป็นรถสปอร์ตที่เปิดตัวในปี 2013 ก่อนที่จะมาขายในไทยในช่วงต้นปี 2014 และเช่นเดียวกับรุ่นปัจจุบัน มันกลายมาเป็นรถสปอร์ตยอดนิยมทั้งในไทย และต่างประเทศ ถึงแม้ว่ากระแสการรอรถนานในช่วงแรกอาจจะไม่ได้แรงเท่ากับในตอนนี้ เพราะว่าในปี 2014 ไม่ได้มีปัญหาทั้งโรคระบาด หรือว่าการขาดแคลนชิ้นส่วนจากผู้ผลิต\n\nซื้อรถสปอร์ตที่เพิ่งจะตกรุ่นไปงั้นเหรอ? หลายคนอาจจะสงสัย ถ้าหากเรามาพิจารณาดูดี ๆ แล้ว มีข้อดีหลายข้อที่ทำให้การซื้อเจ้า “ZN6” หรือรหัสตัวถังของรถทั้งสองรุ่นนี้ แทนที่จะซื้อ “ZN8” รุ่นใหม่\n\nอย่างแรกเลยคือ ไม่ต้องรอรถครับ ถ้าหากหารถที่ถูกใจเจอในตลาดรถมือสอง ก็สามารถไปซื้อและขับกลับบ้านได้ในทันที \n\nอย่างที่สองคือ ราคาค่าตัวของมัน อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาทต้น ๆ ไปจนถึง 1 ล้านบาทปลาย ๆ นั่นแปลว่าคุณจะสามารถเซฟเงินจากการซื้อ BRZ ป้ายแดงได้หลักล้านบาทเลยทีเดียว \n\nข้อดีที่สามคือ เช่นเดียวกับรถมือสองปกติทั่วไป ค่าเสื่อมราคาที่รุนแรงนั้นได้ผ่านไปแล้ว แปลว่าถ้าหากสักวันหนึ่งคุณอยากได้ BRZ ใหม่อยู่ดี การขายรถคันนี้กลับคืนไปในตลาด ก็จะไม่ทำให้ขาดทุนมากนัก\n\nนอกเหนือจากนี้ รถ BRZ และ 86 มือสอง ยังหมดระยะรับประกันไปแล้ว การปรับแต่งชิ้นส่วนต่าง ๆ จึงสามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ อีกทั้งเนื่องจากรถรุ่นนี้ถูกเปิดตัวมาแล้วนานกว่า 8 ปี ชิ้นส่วนปรับแต่งต่าง ๆ ได้ถูกพัฒนาขึ้นมามากมาย ไม่เหมือนกับรถรุ่นใหม่ที่ยังคงต้องรอไปอีกพักหนึ่ง\n\nคำถามคือ แล้วรถรุ่นเก่า มันด้อยกว่ารถรุ่นใหม่ในเรื่องใดบ้าง? สิ่งที่สำคัญชัด ๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องของอุปกรณ์ความปลอดภัย ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าสำคัญขนาดไหนในรถสปอร์ต กับเรื่องภายในที่หลายคนอาจจะมองว่า ล้าสมัยและดูไม่สวยงามเท่ากับรถรุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาจากคำเรียกร้องของผู้บริโภค\n\nนอกจากนี้ เครื่องยนต์ยังจะลดขนาดไปเป็น 2.0 ลิตร ซึ่งมีลักษณะของ “Torque Dip” หรือจังหวะที่แรงบิดหายไปในรอบเครื่องยนต์กลาง ๆ อันเป็นเรื่องที่คนวิพากษ์วิจารณ์รถ BRZ รุ่นเก่ากันอย่างหนัก และรุ่นใหม่ได้ถูกแก้ไขให้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก\n\nที่สำคัญที่สุด น่าจะเป็นเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งหลายคนก็มองว่า รุ่นใหม่ทำได้ดีกว่าเป็นอย่างมาก และดูเป็นรถราคาแพงมากกว่ารุ่นแรก แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่แน่นอน แล้วขึ้นอยู๋กับมุมมองของแต่ละบุคคลอยู่ดี\n\nถ้าหากเรามองว่า การได้ขับก่อน ก็เป็นความสุขที่มากกว่าการนั่งรอคอยเป็นเวลาหลายเดือน รวมไปถึงการที่ทั้ง Subaru BRZ และ Toyota 86 รุ่นแรกนั้น มีลักษณะของการขับขี่ที่ไม่ได้ต่างจากรุ่นใหม่ขนาดนั้น อาจจะท้ายดิ้นมากกว่า และมีความดิบมากกว่าด้วยซ้ำ ซึ่งก็สร้างความสนุกในแบบที่ต่างกัน แต่ฟีลโดยรวมของรถนั้นก็ยังคงเห็นได้ชัดว่า มันคือรถจากซีรี่ย์เดียวกัน ที่ถูกพัฒนาต่อเนื่องกันมา\n\nหรือถ้าหากยังอยากได้รถรุ่นใหม่อยู่จริง ๆ ซื้อรุ่นแรกไปลองใช้งานก่อน แล้วค่อยขายเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเพื่อไปซื้อรถรุ่นใหม่ ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ และเนื่องจากรถรุ่นนี้ก็ได้รับความนิยมในหมู่คนที่ชื่นชอบรถสปอร์ต การขายต่อก็ไม่ใช่เรื่องยากนักหรอกครับ\n","ks-oldbrz0965.png",null,"ks-oldbrz0965_i.png",[10],"7 กุมภาพันธ์ 2566",1777136589109]