[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20230221233215045393",2,5,"ลักษณะการสึกหรอของหน้ายาง บ่งบอกอะไรเราได้บ้าง","ยางรถยนต์นั้นเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนประกอบสำคัญของรถที่เมื่อใช้งานไปตามปกติก็จะมีการสึกหรอจากการเสียดสีระหว่างเนื้อยางและพื้นถนน ในรถทั่วไปหากหน้ายางไม่ได้ถูกทำลายเสียหายจากอุบัติเหตุบนถนน หน้ายางก็จะมีการสึกหรอหรือบางลงไปอย่างสม่ำเสมอทั่วบริเวณหน้ายาง แต่ถ้าหากหน้ายางของรถเราเกิดการสึกหรอที่ผิดปกติ เช่น การสึกของหน้ายางบนขอบด้านใดด้านหนึ่งมากกว่าปกติ หรือมีแพทเทิร์นการสึกหรอที่ไม่สม่ำเสมอ นั้นอาจจะเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าระบบช่วงล่างหรือชิ้นส่วนบางอย่างของรถเรา อาจจะกำลังมีความผิดปกติอยู่ก็ได้เช่นกัน ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำให้ท่านได้รู้จักกับลักษณะของการสึกหรอของยางที่ผิดปกติกัน\n\nการสึกหรอที่เกิดจากแรงดันลมยางไม่เหมาะสม\n\nการเติมลมยางให้แข็งจนเกินไป จะทำให้หน้ายางบริเวณกึ่งกลางสึกหรอเร็วกว่าหน้ายางบริเวณขอบยางทั้งด้านซ้ายและขวา ดังนั้นหากเราสังเกตเห็นหน้ายางบริเวณกึ่งกลางดูหัวโล้น ๆ กว่าบริเวณขอบทั้งด้านในและด้านนอกรถแล้วล่ะก็ นั้นอาจจะหมายความว่าเราเติมลมยางแข็งเกินไป จนทำให้หน้ายางบริเวณกึ่งกลางนั้นปูดขึ้นมาทำให้หน้ายางบริเวณขอบในและนอกตัวรถสัมผัสกับพื้นถนนน้อยกว่าที่ควร\n\nในทางกลับกัน หากเราเติมลมยางอ่อนเกินไป จะทำให้หน้ายางมีลักษณะการสึกหรอที่บริเวณขอบทั้งด้านในและด้านนอกตัวรถมากกว่าปกติ นั้นก็เพราะว่าจากที่ปกติแล้วแรงดันลมภายในยางจะต้องเป็นตัวช่วยในการแบกน้ำหนักรถเอาไว้ แต่พอเราเติมลมอ่อนกว่าที่ควร แก้มยางก็จะรับภาระน้ำหนักที่ว่านี้หนักขึ้นชดเชยกับการที่แรงดันลมยางหายไป ทำให้ส่วนตรงกลางของหน้ายางที่ปกติแรงดันลมยางจะต้องคอยช่วยพยุงไว้ ไม่ได้สัมผัสกับพื้นถนนมากเท่ากับบริเวณขอบด้านนอกและด้านในของหน้ายาง\n\nดังนั้นหากเราเริ่มสังเกตการสึกหรอเฉพาะกลางหน้ายางมากว่าปกติ หรือบริเวณขอบทั้งซ้ายและขวามากกว่าปกติ ก็สามารถที่จะเข้าใจได้เลยว่าเราอาจจะเติมลมยางแข็งหรืออ่อนกว่าที่ควรจะเป็น วิธีการแก้ไขที่พอจะทำได้นั้นคือหากยางยังไม่สึกหรอจนถึงระยะใกล้สะพานยาง ก็ให้ทำการปรับแต่งค่าแรงดันลมยางให้เหมาะสมตามค่าที่ระบุบนเพลทแรงดันลมยาง ซึ่งรถส่วนใหญ่จะมีติดอยู่บริเวณขอบประตูคนขับ หรือตามระบุในคู่มือประจำรถ\n\nการสึกหรอจากค่าศูนย์ล้อที่ไม่เหมาะสม\n\nในกรณีแรกนั้นคือ หน้ายางซีกใดซีกหนึ่งมีการสึกหรอที่ลึกกว่าหน้ายางโดยภาพรวม โดยที่คนส่วนใหญ่เรียกติดปากกันว่า รถกินยางด้านนอก หรือกินยางด้านใน แต่ยังคงมีการสึกหรอที่เรียบเสมอกันตลอดทั้งเส้นรอบวงของยาง กรณีนี้แสดงว่าค่าของมุมแคมเบอร์ อาจจะถูกปรับตั้งมาไม่เหมาะสม \n\nมุมแคมเบอร์ คือ ค่าที่บอกว่า ในขณะที่รถจอดบนพื้นระดับ ขอบล้อด้านบนจะหุบเข้า (แคมเบอร์ลบ) หรือจะกางออก (แคมเบอร์บวก) มากกว่าขอบล้อด้านล่างเพียงใด ซึ่งอ่านมาถึงตรงนี้หากจินตนาการภาพแคมเบอร์ออก ก็น่าจะพอเข้าใจได้ทันทีครับว่าทำไมแคมเบอร์ที่มากหรือน้อยเกินไป จะทำให้ยางสึกหรอแบบกินนอก หรือกินใน มากกว่าปกติได้อย่างไร\n\nกรณีถัดมานั้นคือ หน้ายางซีกนอกหรือซีกในตัวรถเกิดการสึกหรอเป็นฟั่นคล้ายรูปคมฟันเลื่อย กรณีนี้หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าเกิดจากมุมแคมเบอร์ที่ไม่เหมาะสม เพราะเนื้อยางนั้นจะสึกเฉพาะด้านนอกหรือด้านในไปทั่วตลอดเส้นรอบวงของยาง แต่จะต่างกันตรงที่เมื่อเอามือลูบไปบนดอกยางบริเวณที่พบปัญหา ก็อาจจะรู้สึกได้ว่าบริเวณที่เกิดอาการกินยางเป็นฟั่น เนื้อยางจะสึกลงเป็นคลื่น การสึกหรอชนิดนี้เกิดจากการปรับตั้งค่ามุมโท (Toe) ไม่เหมาะสม \n\nมุม Toe คือ ค่าที่จะคอยบอกว่า ล้อข้างซ้ายและขวา กำลังจะพารถแล่นไปในทิศทางใด เช่นเดียวนิ้วหัวแม่โป้งเท้าของเราชี้ไป การปรับค่า Toe-in มากเกินไป (ล้อสองข้างชี้เข้าหากัน) จะทำให้ยางมีการสึกหรอเป็นฟั่นที่ขอบยางด้านนอกตัวรถมากผิดปกติ ส่วนการปรับค่ามุมโทให้เป็น Toe-out มากเกินไป (ล้อสองข้างหันหนีออกจากกัน) ก็จะทำให้ยางมีการสึกหรอเป็นฟั่นที่ขอบยางด้านใน ซึ่งรถบ้านทั่ว ๆ ไปที่เน้นใช้งานบนถนนเป็นหลัก ผู้ผลิตมักจะออกแบบให้ค่ามุมโทนั้นติดไปทาง Toe-in เล็กน้อยเพื่อความง่ายในการบังคับรถให้วิ่งไปในทิศทางตรง ๆ โดยไม่ต้องคัดพวงมาลัยช่วยบ่อย ๆ โดยหากการปรับแต่งค่ามุมโทนั้นเป็นไปตามค่าที่ผู้ผลิตกำหนด ยางรถของเราก็จะไม่เกิดอาการสึกหรอเป็นฟั่นผิดปกติดังเช่นที่กล่าวมาอย่างแน่นอน\n\nการสึกหรอจากชิ้นส่วนช่วงล่างอื่น ๆ ทำงานผิดปกติ\n\nการสึกหรอชนิดนี้อาจจะสังเกตได้ยากเนื่องจากจะไม่มีแพทเทิร์นที่ตายตัวนัก ยกตัวอย่างเช่น หากหน้ายางมีการสึกเป็นจ้ำ ๆ ก็อาจจะเกิดจากการเบรกล้อล็อคบ่อย ๆ (รถไม่มีระบบ ABS) หรืออาจเกิดจากการที่ล้อและยางที่ติดตั้งบนรถไม่ได้สมดุล ทำให้เมื่อรถวิ่งไป ล้อก็จะเต้นขึ้นลง ๆ ทำให้หน้ายางถูกกระแทกซ้ำ ๆ กันในทุกรอบการหมุน ก่อให้เกิดรอยสึกที่เป็นจ้ำเฉพาะบางบริเวณบนหน้ายางก็ได้เช่นกัน ล้อและยางที่หมุนไปเต้นไปนี้นั้นอาจมีสาเหตุได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการที่กระทะล้อไม่ได้สมดุล เสียหาย คด ดุ้ง ดุมล้อหรือลูกปืนล้อเสียหาย จุดยึดชิ้นส่วนช่วงล่างต่าง ๆ สึกหรอมากเกินไป รวมถึงโช้คและสปริง ทำงานผิดปกติ ก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น\n\nในบางครั้ง การสึกหรอหรือการทำงานผิดปกติของระบบช่วงล่าง ก็อาจจะทำให้ยางรถยนต์มีอาการกินยางด้านนอกหรือด้านใน คล้ายกับปัญหาการปรับตั้งศูนย์ล้อ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นได้เช่นกัน \n\nดังนั้นข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จึงมีไว้เพื่อเป็นการอ้างอิงและรับรู้ปัญหาเบื้องต้น เพื่อที่เราจะได้ตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยตนเอง ก่อนที่จะนำรถไปให้ช่างผู้ชำนาญการตรวจสอบและแก้ไขก่อนที่ปัญหาจะลุกลามส่งผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่ได้นั้นเองครับ\n","ksb-tirewear0965.png",null,"","ksb-tirewear0965_i.png",[12],"21 กุมภาพันธ์ 2566",1777136589079]