[{"data":1,"prerenderedAt":14},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":10,"article_image":11,"galleries":12,"publish_date":13},"20230221233216569204",2,6,"ทำไมเราจึงต้องทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถ EV ไม่ต่างจากรถสันดาป?","ประเด็นหนึ่งที่หลายคนหันมาเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า ก็เพราะว่า รถเหล่านี้ไม่จำเป็นที่จะต้องเติมน้ำมัน โดยไอเดียแล้ว การใช้รถยนต์ไฟฟ้าจึงสามารถลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้เป็นอย่างดีในประเด็นของค่าเชื้อเพลิง ด้วยเหตุนี้ หลายคนที่กำลังสนใจรถยนต์ไฟฟ้า จึงไม่ได้คำนึงถึงประเด็นเรื่องอัตราสิ้นเปลืองพลังงานของรถเหล่านี้มากนัก เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายหลักของรถ EV จะไม่ได้อยู่ที่เชื้อเพลิง\n\nถึงกระนั้น เมื่อเราได้รถทดสอบ EV มาเมื่อไหร่ เราก็ยังคงทำการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองอยู่ โดยใช้เครื่องชาร์จ Wall Box ที่สามารถวัดกระแสไฟได้ ถ้าหากรถไฟฟ้าไม่มีค่าใช้จ่ายในเรื่องเชื้อเพลิง ทำไมเราจึงยังต้องทำการทดสอบนี้อยู่?\n\nมาตรฐานการทดสอบรถยนต์ไฟฟ้า แม้ว่าสิ่งที่เราจะคุ้นเคยกันมากกว่า คือระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ที่ดูเหมือนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนเลือกรถไฟฟ้าซักรุ่น มากกว่าว่าไฟฟ้า 1 หน่วยนั้นสามารถวิ่งได้กี่กิโลเมตร แต่ว่า หน่วยงานต่าง ๆ ก็เริ่มที่จะทำการทดสอบรถยนต์ไฟฟ้าในเรื่องอัตราสิ้นเปลืองพลังงานกันแล้ว โดยเปรียบเทียบออกมาเป็นรูปแบบของ e-MPG เพื่อให้เทียบกับรถยนต์สันดาปได้ง่าย แต่ไอเดียหลักมันก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมคือ รถไฟฟ้า สามารถวิ่งได้เท่าไหร่ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าพลังงาน 1 หน่วย\n\nทางเราใช้การทดสอบโดยใช้ระยะทางต่อหน่วยการวัดความสิ้นเปลืองไฟฟ้า หน่วย Kilowatt Hour หรือ kWh หน่วยวัดนี้เกิดจากการเอาค่าของพลังงานกระแสไฟ kW มาคูณกับจำนวนชั่วโมง h เพื่อออกมาบอกว่ารถคันนี้สามารถเก็บประจุไฟได้มากแค่ไหน ไม่ต่างจากปริมาตรความจุของถังน้ำมันรถสันดาป\n\nจากการทดสอบที่ผ่านมา เราพบว่า อัตราสิ้นเปลืองพลังงานของรถไฟฟ้าระดับทั่วไป จะอยู่ที่ประมาณ 4.5 ถึง 6 กิโลเมตรต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง และค่อนข้างจะแปรผกผันกับความแรงของรถไฟฟ้ารุ่นนั้น ๆ\n\nอธิบายไปแล้วว่าหน่วยวัดคืออะไร แต่เรายังไม่ได้ทำการตอบเลยว่า ทำไมเราต้องทำการทดสอบ? คำตอบก็ง่ายนิดเดียวครับ เราต้องเข้าใจก่อนว่าในปัจจุบันนี้ รถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนมาใช้งาน มีสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ช่วยทำให้ค่าไฟนั้นต่ำลง เช่น โปรแกรมชาร์จฟรี และค่าไฟจากความต้องการใช้พลังงานที่น้อย ทำให้ราคาของมันยังคงถูกอยู่\n\nถ้าหากในอนาคต ความต้องการในการใช้พลังงานนั้นมีมากขึ้น ค่าไฟฟ้าก็จะสูงขึ้นเช่นกัน เหมือนกับราคาน้ำมันที่มักจะสูงขึ้นเมื่อมีความต้องการใช้ทั่วโลกที่มากขึ้น รถไฟฟ้าไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงปรากฎการณ์นี้ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พลังงานไฟนั้นยังคงต้องถูกสร้างจากอะไรบางอย่าง เชื้อเพลิงจากโรงไฟฟ้ายังคงต้องถูกป้อนเข้าไป\n\nนั่นทำให้แม้ว่าในปัจจุบัน เราอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญต่ออัตราสิ้นเปลืองพลังงานของรถไฟฟ้าเสียเท่าไหร่ แต่ในอนาคต มันจะกลายมาเป็นประเด็นสำคัญ และอาจจะไม่ต่างกับการเลือกรถประหยัดน้ำมันในปัจจุบันนี้เลยแม้แต่นิดเดียว\n\nนอกจากนี้ การทดสอบเช่นนี้ยังคงให้ผลที่ไม่ต่างกับรถสันดาปในอีกประการหนึ่ง คือ รถบางรุ่นที่ถูกออกแบบมาให้ใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่ามากกว่า ก็มักจะเป็นรถที่มีการใส่เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ล้ำหน้ากว่า รวมไปถึงมีการออกแบบที่ดีกว่าด้วย ไม่ต่างจากที่ในปัจจุบันนี้ หลายคนมองว่ารถของบางบริษัทกินน้ำมันมากกว่า เพราะเครื่องยนต์ทำประสิทธิภาพได้ด้อยกว่ารถของค่ายอื่น ๆ\n","ks-eveco0965.png",null,"ks-eveco0965_i.png",[11],"21 กุมภาพันธ์ 2566",1777136589052]