[{"data":1,"prerenderedAt":14},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":10,"article_image":11,"galleries":12,"publish_date":13},"20230308164603784616",2,5,"ทำไมบริษัทรถถึงเปลี่ยนมาใช้หน้าจอสัมผัสในรถยนต์?","ในปัจจุบัน เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตกันแล้วว่า ระบบหน้าจอสัมผัสสำหรับการใช้ควบคุมระบบต่าง ๆ ของรถยนต์นั้น ถ้าหากต้องใช้ระหว่างที่รถกำลังวิ่ง จะมีความอันตรายเนื่องจากผู้ขับขี่ต้องละสายตาไปจากท้องถนนเพื่อทำการปรับตั้งค่าหลาย ๆ สิ่งที่อาจจะต้องการปรับอยู่บ่อย ๆ อาทิเช่น อุณหภูมิในห้องโดยสาร หรือว่าวิทยุ\n\nนับตั้งแต่ยุค 2000 เป็นต้นมา หน้าจอในรถยนต์นี้ก็มีขนาดใหญ่ขึ้น และเปลี่ยนมาใช้ฟังก์ชั่นแบบสัมผัสมากขึ้นเรื่อย ๆ และสำหรับรถที่เปิดตัวมาแล้ว 5 ปี อาจจะยังเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก แต่สำหรับรถใหม่ล่าสุดระดับสูง ส่วนมากก็หันไปใช้หน้าจอสัมผัสกันหมดแล้ว โดยเหลือปุ่มเอาไว้ให้กดน้อยลงไปทุกวัน รถบางรุ่นให้ระบบสัมผัส ทั้งผ่านหน้าจอและผ่านแป้นที่ออกแบบมาโดยเฉพาะทั้งคัน และไม่เหลือปุ่มไว้เลยนอกเหนือจากระบบหลักของรถยนต์ อาทิเช่น Volkswagen Golf รุ่นปัจจุบัน\n\nคำถามคือ ถ้าหากหน้าจอสัมผัสเหล่านี้มันใช้งานได้ยาก แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้บริษัทรถเปลี่ยนมาใช้งาน? เหตุผลหลัก ๆ นั้น มีอยู่ 3 ข้อด้วยกัน\n\nประการแรกเลยคือ รถยนต์ในปัจจุบันมีระบบอิเล็กทรอนิคส์ต่าง ๆ ที่สามารถปรับตั้งค่าได้หลากหลาย แม้แต่ระบบการขับขี่ของตัวรถก็อาจจะปรับรูปแบบได้เป็นสิบอย่าง โดยที่แต่ละอย่างมีตัวเลือก 2-5 อย่างเป็นต้น ถ้าหากเราใช้การคำนวณ แค่ออปชั่นของระบบการขับขี่เช่นนี้ ถ้าหากมี 7 อย่าง โดยที่แต่ละอย่างมี 4 ตัวเลือก ก็จะมีตัวเลือกทั้งหมด 28 ตัว ซึ่งว่ากันจริง ๆ นี่เป็นการประมาณที่ออกจะต่ำไปเสียด้วยซ้ำ ถ้าหากบริษัทรถจะใส่ปุ่มมาควบคุมออปชั่นนี้ ให้ได้ครบ 28 รูปแบบ ปุ่ม หรือลูกบิด ก็จะมีจำนวนมากจนอัดแน่นเต็มแผงหน้าปัดและคอนโซล เหมือนกับรถยนต์หรูบางรุ่นในอดีต การใช้หน้าจอสัมผัสทำให้การเลือกออปชั่นที่อาจจะไม่จำเป็น สามารถไปซ่อนอยู่ในเมนูบนหน้าจอ ไม่ต้องสนใจได้\n\nอีกประการคือ ความคุ้นเคยของผู้คน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้คนที่ขับขี่รถยนต์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ต่างคุ้นเคยกับการใช้งานโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอสัมผัสคล้ายกัน หลายคนอาจจะโต้แย้งว่า โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่ในการใช้งานผู้ใช้สามารถจดจ่ออยู่กับมันได้ แต่สำหรับรถยนต์ สมาธิของผู้ขับขี่ควรอยู่กับท้องถนนเป็นหลัก ซึ่งนั่นคือความคิดที่ถูกแล้วครับ แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าความคุ้นเคยในการใช้โทรศัพท์นี้ ส่งต่อมาถึงระบบความบันเทิงภายในรถยนต์ คนในปัจจุบันใช้งานหน้าจอสัมผัสเหล่านี้ได้ดีขึ้นจริง\n\nประการสุดท้ายคือ ต้นทุนในการพัฒนา การใส่ปุ่มเข้ามาซักปุ่มบนรถยนต์ นั่นหมายความว่าบริษัทจะต้องทำการซื้อปุ่มเหล่านั้น รวมไปถึงออกแบบตัวปุ่มและตำแหน่งของปุ่มต่าง ๆ ซึ่งถ้าหากจะต้องทำให้ผู้คนสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการวิจัยถึงรูปแบบที่ดีที่สุด ไม่รวมไปถึงบางบริษัทที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของการกด เช่น Mazda ในขณะที่ถ้าหากบริษัทใส่หน้าจอและ Interface ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ แทนที่จะต้องมาออกแบบตำแหน่งและปุ่มใหม่สำหรับรถทุกรุ่น ระบบหน้าจอแบบเดียวอาจจะใช้กับรถทั้งบริษัทเลยก็ได้ นั่นทำให้ต้นทุนในการพัฒนาถูกลง\n\nคำถามคือ แล้วทั้งสามข้อนี้สามารถแย้งกับความจริงที่ว่า หน้าจอสัมผัสนั้นไม่สามารถใช้งานได้ดีเท่าปุ่มที่ออกแบบมาอย่างดี ขณะที่รถกำลังวิ่งหรือไม่? ในความคิดเห็นของเรา ก็มองว่า ไม่เลยครับ แต่ในอีกมุมหนึ่ง เราก็เข้าใจเหตุผลทั้ง 3 เช่นกัน และสุดท้าย หน้าจอเหล่านี้ ก็ไม่ได้เหมือนกันในรถทุกรุ่น บางรุ่นก็ออกแบบมาได้ดี บางรุ่นก็ออกแบบมาได้ไม่ดี ไม่ต่างจากปุ่มเสียเท่าไหร่\n\nเช่นเดียวกับในอดีตที่ผ่านมา ก่อนเราจะเลือกซื้อรถซักคัน เราควรจะไปศึกษา และทดลองเล่นกับทุกฟังก์ชั่นของตัวรถ เพื่อรับรู้ว่าเราชื่นชอบการออกแบบของรถรุ่นนั้น ๆ หรือไม่ ในชีวิตการใช้งานจริง เราต้องอยู่กับรถของเราเป็นระยะเวลานาน และสำหรับเรื่องหน้าจอสัมผัสที่จะยังคงอยู่กับรถของเราไปในอนาคต ก็เป็นอีกเรื่องที่ควรจะสัมผัส และทดสอบก่อนที่จะตัดสินใจซื้อรถซักรุ่นนะครับ\n","ks-carscreen1065.png",null,"ks-carscreen1065_i.png",[11],"8 มีนาคม 2566",1777136589017]