[{"data":1,"prerenderedAt":14},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":10,"article_image":11,"galleries":12,"publish_date":13},"20230308164605306055",2,5,"ถุงลมนิรภัยอาจทำให้เกิดความบาดเจ็บอะไรได้บ้าง","ถุงลมนิรภัยนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นตัวช่วยลดความรุนแรงจากการบาดเจ็บในกรณีเกิดเหตุร้ายแรงขึ้น ผ่อนหนักให้เป็นเบาโดยทำหน้าที่ปกป้องผู้ขับหรือผู้โดยสารไม่ให้ไปกระแทกเข้ากับของแข็ง เช่น พวงมาลัยหรือแผงแดชบอร์ดในขณะที่เกิดการชนอย่างรุนแรง แต่อย่างไรก็ดี ตัวถุงลมเองนั้นก็อาจจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บจากตัวมันเองได้เช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าอาการบาดเจ็บจากถุงลมนิรภัยนั้นย่อมเบากว่าการที่หัวจะไปกระแทกกับพวงมาลัยตรง ๆ แน่นอน ซึ่งวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักลักษณะการบาดเจ็บที่อาจเกิดจากถุงลมนิรภัยได้กันครับ\n\nการบาดเจ็บบนใบหน้าและส่วนหน้าอก\n\nแน่นอนว่าถุงลมนิรภัยชนิดพื้นฐานดั้งเดิมที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นถุงลมนิรภัยด้านหน้าทั้งฝั่งคนขับและคนนั่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องไม่ให้ส่วนหัวและลำตัวของผู้ขับขี่และผู้โดยสารกระแทกเข้ากับพวงมาลัย แต่ในทางกลับกัน หากตำแหน่งการนั่งของคนขับหรือคนนั่งอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เช่นนั่งใกล้กับระยะถุงลมมากจนเกินไป ก็มีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บจากการที่ถุงลมนั้นกางออกมากระแทกใบหน้าและลำตัวส่วนหน้าอกได้เช่นกัน โดยองค์กรบริหารความปลอดภัยบนท้องถนนของสหรัฐอเมริกา (NHTSA) ได้แนะนำว่าระยะที่เหมาะสมระหว่างหน้าอกจนถึงบริเวณฝาครอบถุงลมนิรภัย (แป้นแตร หรือแดชบอร์ดบริเวณที่มีรอยปรุ) นั้นคืออย่างน้อย 10 นิ้ว เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการบาดเจ็บจากถุงลมนิรภัยกระแทก\n\nแผลพุพองที่เกิดจากความร้อนหรือการเสียดสี จากการทำงานของถุงลมนิรภัย\n\nถุงลมนิรภัยนั้นทำมาจากผ้าทอจากเส้นใยที่แข็งแรงและยังต้องมีน้ำหนักเบา เพื่อที่มันจะสามารถบรรจุลงไปในพื้นที่อันจำกัดใต้แป้นแตร หรือซ่อนอยู่หลังแผงแดชบอร์ดได้โดยไม่กินพื้นที่มากนัก ถุงลมนิรภัยจะพองลมขึ้นเมื่อเซนเซอร์ตรวจจับการชนตรวจพบการกระแทกถึงระดับที่ถุงลมควรทำงาน ถุงลมผ้าใบที่ถูกอัดแน่นอยู่ใต้แป้นแตรหรือใต้แดชบอร์ดนั้นจะถูกกางออกด้วยการจุดระเบิดจากสารเคมีที่ทำให้เกิดก๊าซพองตัวออกอย่างรวดเร็วผลักเอาถุงลมให้กางออกได้ทันภายในเวลาไม่ถึง 1/20 วินาที หลังจากนั้นก๊าซที่ใช้จุดระเบิดนั้นก็จะถูกระบายออกจากช่องสำหรับระบายแก๊สของถุงลม ที่โดยส่วนมากจะอยู่บริเวณด้านหลังของถุงลม\n\nก๊าซที่ได้จากการระเบิดด้วยสารเคมีนั้นมีอุณหภูมิสูง ดังนั้นหากผู้ขับขี่จับพวงมาลัยอยู่ในบางลักษณะท่าทางที่ไปพอดีกับรูระบายก๊าซที่ใช้ในการจุดระเบิดถุงลมก็อาจจะทำให้เกิดแผลพุพองที่บริเวณมือหรือแขนได้ นอกจากนี้ การที่ถุงลมจะต้องมีการพองตัวออกมาอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียงเสี้ยววินาทีนั้นก็อาจจะทำให้ส่วนของท่อนแขน ใบหน้า หรือมือ เสียดสีกับถุงลมที่มีการพองตัวออกอย่างรวดเร็วจนเป็นแผลจากความร้อนที่เกิดจากการเสียดสีระหว่างผิวหนังกับเนื้อถุงลมได้ด้วยเช่นกัน\n\nการบาดเจ็บของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีที่ต้องนั่งเบาะนั่งสำหรับเด็ก\n\nกรณีนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ใช้รถนำเอาเบาะนั่งสำหรับเด็ก (Child Seat) แบบหันหลังไปติดตั้งไว้บนเบาะนั่งคนนั่งด้านหน้ารถ การติดตั้งเบาะเด็กในลักษณะนี้นั้น หากเกิดเหตุการณ์ที่ถุงลมนิรภัยทำงาน ระยะห่างระหว่างเบาะเด็กกับถุงลมจะไม่เพียงพอ ส่งผลให้เมื่อถุงลมกางออกก็จะไปชนเข้ากับตัวเด็กหรือเบาะนั่งสำหรับเด็ก ก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อตัวเด็กอย่างร้ายแรงได้เช่นกัน ดังนั้นในกรณีนี้ ผู้ผลิตรถและเบาะนั่งเด็กส่วนใหญ่จึงมีข้อกำหนดห้ามไม่ให้ติดตั้งเบาะนั่งสำหรับเด็กบนที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้า เว้นเสียแต่ว่ารถคันนั้น ๆ จะมีโหมดปิดการทำงานของถุงลมนิรภัยฝั่งผู้โดยสารตอนหน้าได้\n\nทั้งหมดนี้จะสังเกตได้ว่า การที่อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยต่าง ๆ บนรถจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและลดการบาดเจ็บของผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้ดีที่สุด จะต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ใช้รถเองด้วย โดยเฉพาะการคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งก่อนออกรถ แน่นอนว่าถุงลมนิรภัยนั้นไม่ได้สร้างมาเพื่อทดแทนเข็มขัดนิรภัยแต่ถูกสร้างมาเพื่อให้ทำงานสอดคล้องกัน รวมถึงท่าทางการนั่งขับรถที่เหมาะสมก็จะช่วยให้เราปลอดภัย ถึงแม้จะเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิดก็จะช่วยผ่อนการบาดเจ็บจากหนักให้เป็นเบาตามที่ผู้ผลิตรถได้ออกแบบมาไว้ได้นั้นเอง\n","ksb-airbags0965.png",null,"ksb-airbags0965_i.png",[11],"8 มีนาคม 2566",1777136588968]