[{"data":1,"prerenderedAt":14},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":10,"article_image":11,"galleries":12,"publish_date":13},"20230322145918800438",2,5,"ชุดน้ำยาซ่อมยางฉุกเฉิน – เวลาใช้ต้องพึงระวัง","ในปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์เลือกที่จะทดแทนการติดตั้งชุดล้ออะไหล่ในรถหลายรุ่นด้วยการแถมชุดซ่อมยางฉุกเฉินมาแทน  ถึงแม้ว่าชุดซ่อมยางฉุกเฉินนั้นจะดูเหมือนว่าจะใช้งานง่ายกว่า สะดวกกว่าอีกทั้งลดโอกาสที่มือจะเปื้อนอันผลมาจากการลงมือเปลี่ยนล้อในยามฉุกเฉินเองก็ตาม  แต่ทว่าชุดซ่อมยางฉุกเฉินนั้นก็มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง ซึ่งผู้ใช้รถก็ควรทำการศึกษาเบื้องต้นเอาไว้ เพื่อว่าเราจะได้วางแผนรับมือในยามฉุกเฉินให้ดีขึ้นนั่นเอง\nก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักชุดซ่อมยางฉุกเฉินกันก่อนเลย – โดยทั่วไปแล้วชุดซ่อมยางฉุกเฉินที่ผู้ผลิตรถยนต์มักแถมมาให้นั้นจะประกอบไปด้วย เครื่องเติมลมยางแบบไฟฟ้าโดยใช้ร่วมกับจุดจ่ายไฟ 12V จากภายในรถ และกระปุกน้ำยาอุดรอยรั่ว\n\nในบทความตอนนี้ขอยกตัวอย่างชุดซ่อมยางฉุกเฉินยี่ห้อ Continental ซึ่งมักจะพบได้รถหลายรุ่นที่จำหน่ายในเมืองไทย เริ่มต้นจากวิธีใช้ที่ถูกระบุอยู่บนฉลากจะบอกว่า ถ้าเกิดเหตุยางรั่วสิ่งแรกให้สำรวจว่ารอยแผลมีลักษณะเป็นรอยฉีกขาด หรือว่าเป็นแค่ตะปูตำเข้าไป เพราะถ้าหากเป็นรอยฉีกขาดขนาดใหญ่นั้น ชุดน้ำยาซ่อมยางฉุกเฉินมักจะไม่สามารถอุดรอยรั่วแบบนั้นได้  \n\nจากนั้นก่อนที่จะทำการนำชุดน้ำยาซ่อมยางฉุกเฉินมาใช้เราควรติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ เนื่องจากตัวรถจะได้มีความพร้อมในการจ่ายกระแสไฟ 12V ไปยังเครื่องเติมลมได้  เมื่อประกอบกระปุกน้ำยาเข้ากับชุดเติมลมและเปิดสวิตช์เพื่อเริ่มทำการเติมลมยางพร้อมปล่อยตัวน้ำยาเข้าไปในยาง แล้วควรปล่อยให้เครื่องเติมลมทำงานทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที หรือตัวยางมีแรงดันลมมากกว่า 26 psi  จากนั้นจึงค่อยถอดชุดนำยาซ่อมยางฉุกเฉินและปั๊มลมออก แล้วจึงขับรถต่อไปได้ แต่ถ้าแรงดันลมยางต่ำกว่านั้นควรจะเรียกบริการช่วยเหลือฉุกเฉินมาช่วยแทน\n\nทางผู้ผลิตชุดน้ำยาซ่อมยางฉุกเฉินยังแนะนำอีกว่า หลังจากเติมน้ำยาอุดรอยรั่วเข้าไปครั้งแรก ควรขับต่อไปประมาณ 10 นาที ด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังจากนั้นควรตรวจสอบแรงดันลมยางหรือเติมลมเพิ่มเพื่อให้ได้มากกว่า 19 psi และจึงสามารถขับต่อไปได้อีกเป็นระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ถ้าหากแรงดันลมยางต่ำกว่านั้นควรเรียกบริการช่วยเหลือฉุกเฉินมาเช่นกัน\n\nทั้งนี้ชุดซ่อมยางฉุกเฉินก็มีข้อควรระวังและข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง ซึ่งอันที่จริงแล้วการเอามาใช้อาจจะไม่ค่อยสะดวกเท่าไร่นัก  อย่างแรกเลย คือชุดน้ำยาซ่อมยางฉุกเฉินนั้นเป็นเพียงแค่การอุดรอยรั่วแบบชั่วคราวเท่านั้น เพราะอย่างไรก็ดีผู้ใช้รถต้องนำรถเข้าร้านยางเพื่อทำการปะยางอีกครั้งอยู่ดี\n\nอย่างที่สอง ในขั้นตอนก่อนทำการปะยาง ช่างจะต้องถอดยางออกมาล้างเพื่อเอาน้ำยาอุดรอยที่เหลืออยู่ในยางออกให้หมดก่อน จากนั้นจะสามารถทำการปะยางได้ ดังนั้นจึงจะต้องเสียเวลาไปกับขั้นตอนการล้างยางไปนานพอสมควร\n\nอย่างที่สาม ถ้าหากรถคันที่ติดตั้งเซนเซอร์วัดแรงดันลมยางแบบ TPMS อยู่ด้วยและจำเป็นต้องใช้ชุดน้ำยาซ่อมยางฉุกเฉินนี้ ทางผู้ผลิตน้ำยาอุดรอยรั่วอย่าง Continental ก็ระบุเอาไว้ว่าควรเปลี่ยนตัวเซนเซอร์วัดแรงดันลมยาง TPMS หลังจากเคยผ่านการใช้งานน้ำยาอุดรอยรั่วนี้ เนื่องจากตัวน้ำยาอาจจะไปอุดตัวเซนเซอร์ทำให้เกิดความเสียหายได้เช่นกัน\n\nอย่างที่สี่ ตัวน้ำยาอุดรอยรั่วเองมีอายุในการจัดเก็บอยู่ที่ประมาณ 4 ปี ดังนั้นก็ควรตรวจสอบวันหมดอายุที่ระบุอยู่ข้างกระปุกก่อนนำมาใช้งาน  \n\nและอย่างสุดท้ายคือ ตัวน้ำยาอุดรอยรั่วมีราคาค่อนข้างสูงและยังหาซื้อเองได้ยาก ส่วนมากมักจะต้องสั่งกับทางศูนย์บริการและเท่าที่พยามสืบค้นดู ก็พบว่าราคาจำหน่ายเฉพาะตัวน้ำยาเองอาจจะมีสูงถึงหลักพันบาทกันเลยทีเดียว\n\nดังนั้นชุดน้ำยาซ่อมยางฉุกเฉินนั้นควรจะพิจารณาใช้ในยามจำเป็นจริง ๆ แต่ยิ่งไปกว่านั้นผู้ขับรถควรเตรียมข้อมูลสำหรับติดต่อบริการช่วยเหลือต่างจากแหล่งต่าง ๆ ติดรถเอาไว้ด้วย\n","kskw-tireplug1065.png",null,"kskw-tireplug1065_i.png",[11],"22 มีนาคม 2566",1777136588934]