[{"data":1,"prerenderedAt":14},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":10,"article_image":11,"galleries":12,"publish_date":13},"20230322145919766820",2,5,"Toyota MR-S - สูตรการสร้างรถสปอร์ตที่หายไปอย่างน่าเสียดาย","ถ้าหากเราลองจินตนาการถึงรถยนต์ในฝันของเราในระดับที่จับต้องได้จริง หนึ่งในรถที่น่าสนใจมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น Toyota MR-S อันเป็นชื่อทางการตลาดของ Toyota MR-2 เจเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายก่อนที่ชื่อของรถสปอร์ตรุ่นนี้จะถูกปิดตำนานไป\n\nToyota MR-2 นั้น เป็นรถที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยใช้สูตรซึ่งหายไปจากท้องตลาดมาเป็นระยะเวลานานมากแล้ว นั่นคือ การนำเอาตัวเครื่องยนต์และเกียร์ของรถขับเคลื่อนล้อหน้า มาสลับด้านและติดตั้งเอาไว้ที่ท้ายรถ เพื่อให้เกิดเป็นรถเครื่องวางกลางขับเคลื่อนล้อหลัง\n\nทำไมรถเครื่องวางระหว่างเพลาของล้อทั้งหน้าและหลังนั้นถึงได้น่าสนใจมาก? ก็เพราะว่าเมื่อตำแหน่งของเครื่องยนต์อยู่ตรงกลาง การกระจายน้ำหนักจะอยู่ที่ 45/55 จนถึง 40/60 ซึ่งตามทฤษฎีของการขับขี่แล้วนั้น นี่เป็นการกระจายน้ำหนักที่ให้ผลดีที่สุด ทั้งในเรื่องของการเบรกที่น้ำหนักจะถ่ายเทมาพอดี รวมไปถึงการเร่งออกจากโค้งที่น้ำหนักถ่ายไปช่วยด้านหลังก็พอดีเช่นกัน และในเรื่องของการเข้าโค้งก็จะให้ความรู้สึก Neutral มากกว่ารถที่เครื่องยนต์วางหน้า แต่มั่นคงกว่ารถที่เครื่องยนต์วางด้านหลัง\n\nนั่นทำให้รถสปอร์ตระดับสูงสุดแทบทุกรุ่นติดตั้งเครื่องยนต์วางกลาง รวมไปถึงรถแข่งระดับต่าง ๆ เช่นรถ F1 และรถ World Endurance ล้วนแล้วแต่ติดตั้งเครื่องยนต์วางกลางกันทั้งสิ้น \n\nปัญหาคือ ในปัจจุบันรถสปอร์ตเครื่องวางกลางระดับล่างสุดอย่าง Porsche Cayman หรือ Alpine A110 ก็ไม่ใช่รถระดับล่างจริง ๆ แต่เป็นรถราคาแพงที่ถูกสร้างบนพื้นฐานเฉพาะ และใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่มีราคาแพง ทำให้มันกลายเป็นรถที่จับต้องได้ยาก\n\nสูตรการสร้างรถอย่าง Toyota MR-S คือ การใช้เครื่องยนต์จากรถขับเคลื่อนล้อหน้าธรรมดา เช่นในกรณีของ MR-S ใช้เครื่องที่เหมือนกับ Toyota Corolla Altis 1.8 ในยุคเดียวกัน ชนิด 1ZZ-FE ที่ปรับแต่งเพิ่มเป็น 140 แรงม้า อาจจะฟังดูน้อย แต่ว่า ด้วยการออกแบบให้น้ำหนักของตัวรถอยู่ที่ไม่ถึง 1 ตันดีนัก นั่นทำให้ประสิทธิภาพของตัวรถสำหรับนักขับขี่ที่ไม่ได้สนใจทำเวลา ก็เหลือเฟืออยู่แล้ว\n\nทั้งหมดนี้เมื่อมาประกอบรวมกันเป็นรถคันเดียว นอกเหนือจากจะทำให้ราคาของมันนั้นถูก และจับต้องได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้การบำรุงรักษานั้นทำได้ง่ายเช่นกัน เพราะชิ้นส่วนก็ใช้ร่วมกับรถบ้าน ๆ ที่มีความแพร่หลาย อีกทั้งเมื่อมันถูกผลิตโดย Toyota จึงทำให้ตัวรถนั้นมีคุณภาพ สามารถใช้งานประจำวันได้เป็นอย่างดี\n\nในเวลาใกล้เคียงกันนี้ Lotus Cars ได้ซื้อเครื่องยนต์แบบคล้ายกัน ไปติดตั้งในรถสปอร์ต Lotus Elise อันเป็นผลของสูตรการสร้างรถที่คล้ายกัน แต่ Lotus Elise นั้นมีความฮาร์ดคอร์มากกว่า และใช้งานประจำวันได้ไม่ดีเท่าในแบบที่ Toyota MR-S ทำให้ได้\n\nเหตุผลที่ Toyota MR-S และ MR-2 ไม่ได้ไปต่อนั้น ก็ไม่ได้มีอะไรมากเลยนอกเหนือจากแค่มันไม่ประสบความสำเร็จในท้องตลาด ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก แต่นั่นเราต้องย้อนกลับไปดูในช่วงปี 2007 ที่ Toyota ตัดสินใจเลิกผลิตรถสปอร์ตแทบจะทุกรุ่นไปเลย\n\nในภายหลังไม่กี่ปี Toyota ก็เปิดตัวรถสปอร์ตรุ่นใหม่ Toyota 86 ซึ่งใช้ไอเดียเครื่องยนต์วางหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง เป็นสูตรของรถสปอร์ตอีกสูตรหนึ่งที่ได้รับความนิยมเช่นกัน และในปัจจุบันก็ยังทำตลาดอยู่ แต่ว่า รถเครื่องวางกลางที่ใช้ขุมพลังจากรถขับเคลื่อนล้อหน้า ยังไม่ถูกนำกลับมาอีก\n\nบางที มันก็อาจจะสายไปแล้ว ในอนาคตอันใกล้ รถขุมพลังไฟฟ้าจะเข้ามาแทนที่ ซึ่งทำให้ประเด็นของการวางตำแหน่งเครื่องยนต์สันดาปกลายเป็นเรื่องที่ล้าหลังไปแล้ว และมันก็คงจะน่าเสียดายมาก ถ้าหากคนลืมกันไปหมดว่า Toyota MR-S นั้น เป็นรถที่สนุกขนาดไหน\n","ks-mr21065.png",null,"ks-mr21065_i.png",[11],"22 มีนาคม 2566",1777136588871]