[{"data":1,"prerenderedAt":14},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":10,"article_image":11,"galleries":12,"publish_date":13},"20230404150106600017",2,5,"ในสภาพอากาศแปรปรวน เปิดไฟแบบปกติก็พอแล้ว","สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับการขับรถในสภาพอากาศที่แปรปรวน เช่น ฝนตกหนัก หรือว่าหมอกลง อาจจะไม่ใช่พื้นผิวถนนที่ลื่น แต่เป็นการที่ทัศนวิสัยอาจจะลดลงอย่างรุนแรง จนสิ่งที่เห็นได้ตรงหน้า อาจจะลดลงเหลือเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น นั่นทำให้การใช้สัญญาณไฟอย่างถูกต้องในลักษณะอากาศที่แปรปรวนเป็นสิ่งที่สำคัญ และจะช่วยให้เกิดความปลอดภัยในการขับรถ\n\nที่เราบอกว่า การใช้สัญญาณไฟ หลายท่านอาจจะทราบดีอยู่แล้ว แต่บางท่านอาจจะยังเข้าใจผิด นั่นไม่ได้หมายความว่า เวลาที่ฝนตกหนัก เราจะต้องเปิดไฟฉุกเฉิน หรือว่าถ้าเกิดเป็นรถที่มี เปิดไฟตัดหมอกหลัง\n\nเราเข้าใจว่าแนวคิดนี้มาจากความเชื่อที่ว่า ในสภาวะอากาศที่ไม่ปกติ การเปิดไฟแปลก ๆ ให้คนข้างหลังมองเห็นรถได้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นรถสีที่ใกล้เคียงกับสภาพอากาศอย่าง ขาว เทา หรือเงิน ถ้ามีไฟสีแดงสว่าง ๆ หรือไฟสีเหลืองกระพริบ ก็น่าจะปลอดภัยขึ้น แต่ในความเป็นจริง การสื่อสารต่าง ๆ ทั้งจากสื่อและรัฐหลายแห่ง ก็ออกมาย้ำแล้วย้ำอีกว่า อย่าคิดเองเออเอง!\n\nเวลาที่ฝนตกหนัก และสายน้ำหลั่งไหลลงมาจากท้องฟ้ามาก ๆ สภาวะอากาศแบบนี้ สิ่งที่เราควรทำคือ เพียงแค่เปิดไฟหน้ารถ ให้ไฟท้ายติดก็เพียงพอแล้ว ไฟหน้าเพื่อให้รถด้านหน้าเห็นจากกระจกมองหลัง และด้านหลังก็จะมีไฟหรี่ที่ทำให้รถจากด้านหลังเห็นเช่นกัน แค่นั้นเพียงพอ ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่านั้น\n\nเหตุผลที่เป็นเช่นนั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ประเด็น อย่างแรกคือ การเปิดไฟฉุกเฉินระหว่างรถวิ่งขณะฝนตกหนัก เป็นสิ่งที่อันตรายมาก เพราะว่าไฟฉุกเฉินนั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนถูกสอนเอาไว้ว่าต้องใช้ในกรณีที่รถเกิดปัญหาและไม่สามารถวิ่งต่อได้ ถ้ารถจอดอยู่เฉย ๆ การเปิดไฟฉุกเฉินจะช่วยทำให้คนข้างหลังมองเห็น และระมัดระวังเพื่อหลบได้ แต่ถ้าหากรถที่วิ่งอยู่เปิดไฟฉุกเฉิน ในสภาวะที่ฝนตกหนักจนภาพของตัวรถเลือนลาง คนขับด้านหลังจะแยกไม่ออกว่ารถคันนั้นวิ่งอยู่ หรือจอดอยู่\n\nอีกประเด็นคือ รถบางรุ่นที่ขายในประเทศไทย ก็มีการส่งออกไปขายยังประเทศที่มีข้อกำหนดเรื่องไฟตัดหมอกหลัง ทำให้มีแถมมาด้วย ประเทศเหล่านี้มักจะเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องหมอกลง และตามชื่อของมันครับว่า ไฟเหล่านี้ ออกแบบมาเพื่อเวลาหมอกลงเท่านั้น และการเปิดไฟตัดหมอกหลังในสภาวะที่ฝนตกหนัก ก็เป็นอันตรายเช่นกัน\n\nนั่นเพราะว่า ไฟตัดหมอก ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ถูกออกแบบมาให้มีความสว่างมาก เพื่อผ่านหมอกที่ลงหนา แต่หมอกเหล่านี้โดยธรรมชาติแล้วจะกระจัดกระจายอย่างเรียบเนียนไร้รอยต่อ จึงทำให้แสงที่ตัดผ่านมานั้นไม่กระจายฟุ้งไปด้วย\n\nถ้าหากเจ้าของรถเปิดไฟตัดหมอก ไม่ว่าจะทั้งหน้าหรือหลัง ในสภาวะที่ฝนตกและสายน้ำขยับต่อเนื่องมา แสงของไฟตัดหมอกนั้นจะฟุ้งกระจายจนทำให้ตาของคนที่มองอยู่นั้นพร่ามัว ในสภาพอากาศที่ทัศนวิสัยแย่อยู่แล้ว ถ้าสิ่งที่เห็นเป็นแค่แสงไฟวิบวาบ มันจึงยิ่งอันตรายมากไปกว่าเดิมเสียอีก นั่นเองทำให้ในประเทศไทย ในพื้นที่ทั่วไปซึ่งไม่ได้มีหมอกลงหนาจัดแบบต่างประเทศ ไฟตัดหมอกหลังเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น ยกเว้นอยากจะเอาไปทำให้รถคันหลังรำคาญเท่านั้น\n\nทบทวนกันอีกครั้งนะครับ เวลาที่สภาพอากาศแปรปรวน ฝนตก ไม่ว่าจะหนักแค่ไหน เปิดแค่ไฟหน้ารถก็เพียงพอแล้ว ให้ไฟหน้าทำให้รถคันหน้ามองเห็นเรา และไฟหรี่ด้านหลังที่ติดพร้อมไฟหน้า ทำให้รถคันหลังเห็น เท่านั้นเองครับ\n","ks-foghazard1065.png",null,"ks-foghazard1065_i.png",[11],"4 เมษายน 2566",1777136588795]