[{"data":1,"prerenderedAt":14},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":10,"article_image":11,"galleries":12,"publish_date":13},"20230419113646953051",2,4,"Suzuki Carry ทำไมตลาดกระบะเล็กจึงมีความสำคัญ?","นับตั้งแต่ Suzuki Carry ถูกเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2006 รถรุ่นนี้ก็ได้ครองตำแหน่งรถกระบะเล็กที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคู่แข่งในตลาดในอดีตนั้นมีจำนวนน้อย และในปัจจุบันนั้นไม่มีเลย แถมคู่แข่งที่มีจำนวนน้อยนั้นก็มักจะมาจากแบรนด์ที่ได้รับความนิยมรองลงมาจาก Suzuki ซึ่งในขณะนั้นก็เพิ่งจะกลับมาทำตลาดในประเทศไทยอย่างจริงจังอีกครั้งด้วยซ้ำ\n \n Suzuki Carry รุ่นแรกนั้นใช้พื้นฐานจากรถ MPV รุ่น Suzuki APV ซึ่งเป็นรถตู้ทรงสูงสำหรับตลาดอินโดนีเซียเป็นหลัก และเป็นแนวคิดการนำเอาดีไซน์ของรถ Kei-Car ของญี่ปุ่นมาขยายขนาดให้เหมาะสมสำหรับตลาดนานาประเทศ ซึ่งถ้าหากเรามองว่า Kei-Car เป็นรถธรรมดาที่ถูกย่อส่วน เจ้า Suzuki Carry นี้จึงเป็นเหมือนรถใหญ่ที่ถูกย่อส่วน ก่อนที่จะขยายออกไปเป็นรถขนาดปกติอีกครั้ง\n \nนี่เองเป็นจุดเด่นสำคัญของ Suzuki Carry นับตั้งแต่เจเนอเรชั่นแรก เพราะแม้ว่ามันจะเป็นรถกระบะที่มีขนาดเล็ก แต่ในด้านงานวิศวกรรม มันถูกออกแบบโดยใช้แนวคิดช่วงล่างที่ไม่ต่างจากรถกระบะจริง ๆ โดยด้านหลังเป็นแบบคานแข็งพร้อมกับแหนบบรรทุก และที่สำคัญคือขนาดของกระบะถูกขยายไปให้ใหญ่โตใกล้เคียงกับรถกระบะ ที่มีมิติตัวถังใหญ่กว่า\n\nสำหรับรถ Suzuki Carry เจเนอเรชั่นที่ 2 เป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของรถรุ่นนี้ เนื่องจากมีการปรับดีไซน์มาให้เป็นแบบ Cabover หรือตัวที่นั่งและผู้โดยสารอยู่เหนือล้อ หน้าเรียบ ซึ่งมีข้อดีในเรื่องของทัศนวิสัย และความง่ายดายต่อการขับขี่ นี่เองเป็นจุดเด่นสำคัญของรถกระบะเล็กนี้\n \nรถกระบะเล็กมีความสำคัญในตลาด เพราะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร พื้นที่ใช้สอยต่าง ๆ ไม่ได้ใหญ่โตเสมอไป ซอยเล็กซอยน้อยหลายแห่งนั้น แม้แต่รถยนต์ Eco-car ก็เข้าถึงได้ลำบาก ไม่ต้องพูดถึงรถกระบะที่ความยาวตัวถังรวมแล้วเกิน 5 เมตร ดังนั้น Suzuki Carry ที่ตัวถังกระบะมีความยาวเพียงแค่ 4,195 มิลลิเมตร จึงสามารถเข้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ได้สะดวกกว่า\n \nหลักการนี้เป็นหลักการเดียวกับที่รถ Kei-Car ในญี่ปุ่นใช้ ซึ่งในเมืองต่าง ๆ ของญี่ปุ่น การจราจรและความคับแคบมีมากกว่ากรุงเทพมหานครเสียอีก แต่สำหรับกรุงเทพฯ แล้ว รถอย่าง Suzuki Carry ก็สามารถเข้าถึงได้แทบจะทุกพื้นที่อยู่แล้วถ้าหากคนขับมีฝีมือมากพอ\n\nข้อเสียของ Suzuki Carry ไม่ว่าจะเจเนอเรชั่นที่แล้ว หรือเจเนอเรชั่นที่ยังขายอยู่ในปัจจุบัน ก็คงมีเรื่องของพละกำลังจากเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ ซึ่งระบุตัวเลขแรงม้าเอาไว้ที่ 95 แรงม้า แม้ว่าจะมีการจับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะที่อัตราทดเกียร์ 1 รอบจัดมาก และอัตราทดเฟืองท้ายก็อยู่ที่ 4.875 ซึ่งมาช่วยเพิ่มพลังของแรงบิดเครื่องยนต์เล็กจิ๋วนี้ แต่มันก็ยังไม่ได้มีประสิทธิภาพที่มากเทียบเท่าได้กับแม้แต่ Isuzu D-Max เครื่องยนต์ 1.9 ลิตร ดีเซล\n \nอย่างไรก็ดี คนที่ซื้อ Suzuki Carry มักจะทราบถึงข้อจำกัดนี้แล้ว และไม่ใช่คนที่ตั้งใจจะเอาไปขนของที่หนักมากจำนวนหลักตัน ซึ่งก็ไม่ใช่รถกระบะทุกคันที่มีความจำเป็นจะต้องใช้งานแบบนั้น นอกจากนี้ สุดท้ายแล้ว เครื่องยนต์เบนซินที่มีระบบกรองไอเสียทันสมัย ก็ยังปล่อยค่ามลพิษอย่าง Nitrogen Oxide ซึ่งทำให้เกิดปัญหา PM2.5 ที่น้อยกว่าเครื่องยนต์ดีเซลมาก\n\nนี่เองก็อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราได้ข่าวมาว่า Toyota จะลงมาจับตลาดนี้ตาม Suzuki ในอนาคตอันใกล้ ถ้าหากมีข้อมูลอะไรใหม่ ๆ เราจะมานำเสนอให้ท่านรับชมกัน","ks-sucarry1065.png",null,"ks-sucarry1065_i.png",[11],"19 เมษายน 2566",1777136588695]