[{"data":1,"prerenderedAt":14},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":10,"article_image":11,"galleries":12,"publish_date":13},"20230419113647792198",2,5,"ทำความเข้าใจระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ และทำไมเกจ์วัดอุณภูมิถึงหายไป","ท่านเคยสังเกตไหมละครับ ว่ารถยนต์ที่จำหน่ายอยู่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมานี้ เหลือจำนวนน้อยรุ่นมากที่ยังคงเก็บมาตรวัดอุณหภูมิของเครื่องยนต์เอาไว้ คงเหลือไว้เพียงแค่ไฟ 2 ดวงเล็ก ๆ สีน้ำเงิน ที่เอาไว้บอกแค่เวลาเครื่องยนต์ยังไม่ถึงอุณหภูมิการทำงาน และสีแดงเมื่ออุณหภูมิเกินกว่าที่ควรจะเป็นเท่านั้น\n\nผู้ใช้รถจำนวนหนึ่งก็ทราบดีว่า เซนเซอร์ที่ใช้ตรวจวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์นั้นยังคงมีอยู่ เพียงแค่บริษัทรถตัดการแสดงผลออกไปเท่านั้น เพียงแค่ไปหาเกจ์วัดที่ต่อกับช่อง OBD2 ก็สามารถทำให้รถแสดงผลได้เหมือนกับมีเกจ์วัดจากโรงงานแล้ว\n \nปัญหาคือ ในความคิดเห็นของเรา การไปติดตั้งเกจ์วัดเพิ่มเช่นนี้ ก็ไม่ได้ทำให้คนขับรู้ถึงสภาพการทำงานของเครื่องยนต์ไปมากกว่าไฟ 2 ดวงที่กล่าวไปข้างต้น และที่ยิ่งไปกว่านั้น คือเกจ์วัดอุณหภูมิของรถส่วนมากไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน มันก็มีคุณค่าน้อย บ่งบอกอะไรไม่ได้มากเช่นกัน!\n \nคำอธิบายว่าทำไมเราจึงคิดเช่นนั้น เราต้องเข้าใจหลักการทำงานของระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ก่อน โดยหลักแล้ว ระบบดังกล่าวนี้เป็นระบบปิดที่สร้างแรงดันเอาไว้ตั้งแต่ 0.9 ถึง 1.3 bar การสร้างแรงดันนี้ช่วยให้จุดเดือดของน้ำสูงขึ้น เช่นเดียวกับสารที่เติมแต่งไปในน้ำยาหล่อเย็นของรถ\n\nระบบระบายความร้อนในหม้อน้ำ มีปั๊มน้ำที่ใช้หมุนเวียนน้ำในระบบ น้ำจะไม่หยุดอยู่นิ่ง ๆ ถ้าหากเครื่องยนต์ทำงานเพราะว่าปั๊มน้ำจะคอยวิดน้ำให้ไหลเวียนตลอดเวลา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าน้ำนั้นจะหมุนครบรอบตลอดเวลา เพราะรถทุกคันที่ออกมาจากโรงงาน มีสิ่งที่เรียกว่า วาล์วน้ำ ซึ่งใช้ควบคุมอุณหภูมิของน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะถ้าหากน้ำเย็นเกินไป อุณหภูมิของเครื่องยนต์ก็จะต่ำไป และส่งผลทำให้การทำงานของเครื่องไม่เป็นไปตามค่าที่ผู้ออกแบบกำหนดไว้ ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์มีการสึกหรอที่มากขึ้น\n\nโดยปกติแล้ว เครื่องยนต์จะมีท่อน้ำอยู่ 2 ฝั่ง เรียกว่า ฝั่งร้อน กับฝั่งเย็น ฝั่งร้อนนั้นคือฝั่งที่น้ำจะออกมาจากเครื่องยนต์ และไหลเข้าสู่หม้อน้ำที่ด้านบน ฝั่งนี้เองเป็นจุดที่มีวาล์วน้ำเพื่อควบคุมอุณหภูมิอยู่ ถ้ายังไม่ถึงวาล์น้ำก็ไม่เปิด แต่เมื่อเปิดแล้ว น้ำจะไหลออกมา ให้ระบายลงสู่ด้านล่างจากทั้งการให้ลมปะทะจากด้านหน้า และการใช้พัดลมมาระบายที่ด้านหลังหรือด้านหน้า ก่อนที่น้ำจะไหลออกจากหม้อน้ำ และเข้าไปสู่เครื่องยนต์ที่ฝั่งเย็น ซึ่งมักจะอยู่ด้านล่าง และใช้ปั๊มน้ำคอยดูดเข้าไปเรื่อย ๆ\n \nนี่เองครับเป็นจุดที่ทำให้เราคิดว่า เกจ์วัดอุณหภูมิในรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นของเดิมโรงงาน หรือว่าที่ใช้อ่านค่าจาก OBD2 ไม่ค่อยมีประโยชน์มากไปกว่าไฟเตือนเฉย ๆ เสียเท่าไหร่\n\nเนื่องจากว่าเซนเซอร์ที่ใช้แสดงค่าเหล่านี้ มักจะถูกติดตั้งอยู่ที่ฝั่งเย็น และจุดนี้เองที่ทำให้เป็นปัญหา เหตุผลที่บริษัทรถเลือกติดตั้งเซนเซอร์ที่จุดนี้ เพราะว่า น้ำที่ระบายความร้อนออกมาแล้ว และเข้าสู่เครื่องยนต์ ถ้าหากเกิดร้อนเกินไปด้วยปัญหาต่าง ๆ เช่นพัดลมอาจจะไม่ทำงาน ก็จะแสดงค่าความผิดปกติให้เจ้าของรถเห็น และหยุดเพื่อตรวจสอบได้ทันที\n \n\nแล้วมันเป็นปัญหาอย่างไรละครับ? ก็เพราะว่าตัววัดอุณหภูมินี้ สามารถบ่งบอกความผิดปกติได้น้อย และบริษัทรถก็มักจะตั้งค่าใช้เกจ์วัดแสดงผลให้ดูนิ่งที่สุด เพราะผู้ใช้งานรถยนต์ส่วนมากไม่เข้าใจถึงระบบการทำงาน และนั่นหมายความว่า แม้เกจ์จะดูมีแถบเรนจ์แสดงผลที่เยอะ แต่ว่าค่าที่บ่งบอกว่าอยู่ตรงกลางนั้น อาจจะขยับได้ตั้งแต่ 80 องศา ถึง 105 องศาเลยทีเดียว และกว่าเกจ์จะขยับ อุณหภูมิอาจจะขึ้นไปถึงจุดเดือดแล้วก็ได้\n\nอีกทั้งเนื่องจากการวัดน้ำเกิดขึ้นที่ระดับเย็น อุณหภูมิที่วัดจึงไม่สามารถบ่งบอกถึงสภาวะการทำงานของเครื่องยนต์ที่แท้จริงได้ เครื่องยนต์ที่ทำงานหนัก เค้นพละกำลังออกมาเยอะ ๆ จะปล่อยความร้อนออกมามากกว่า ซึ่งถ้าหากเป็นเกจ์วัดที่วัดจากน้ำฝั่งร้อน จะสามารถบ่งบอกได้ แต่ว่าค่าจะขยับขึ้นสูง และลงต่ำตลอดเวลา ซึ่งผู้ใช้งานรถยนต์หลายท่านในอดีตไม่ชื่นชอบเพราะค่าขยับขึ้นลงมากเกินไป\n\nนอกจากนี้ เกจ์ที่วัดค่าจากฝั่งเย็นเหล่านี้ ยังไม่สามารถบ่งบอกถึงความผิดปกติอื่น ๆ ได้ อาทิเช่น เมื่อเกิดอาการน้ำหายจากระบบ แม้ว่าค่าจะเยอะขึ้นเพราะปริมาตรน้ำที่น้อยลงไป ทำให้ไม่สามารถระบายความร้อนได้ แต่ถ้าหากน้ำหายออกไปมากพอ ต่อให้เกจ์ยังขึ้นมาไม่มาก แต่เครื่องยนต์อาจเสียหายไปแล้ว นอกจากนี้ ถ้าหากรถมีปัญหาเรื่องปะเก็นฝาสูบ เกจ์วัดความร้อนก็ไม่สามารถแสดงความผิดปกตินี้ได้เช่นกัน ทางออกที่จะมาแก้ปัญหานี้ จึงกลายเป็นการต้องติดตั้งไฟเตือนเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ตัว และเซนเซอร์วัดระดับน้ำในหม้อพัก\n \nทั้งหมดนี้เองจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราคิดว่า เกจ์วัดอุณหภูมิเครื่องยนต์ของรถเกือบทุกรุ่นนั้น ไม่สามารถบ่งบอกค่าที่มีประโยชน์ต่อผู้ขับขี่ได้อย่างแท้จริงเมื่อรถเกิดปัญหา แต่ในอีกมุมหนึ่ง ถ้าหากรถถูกบำรุงรักษาเป็นอย่างดี และระบบระบายความร้อนไม่มีปัญหา ค่าอุณหภูมิที่เครื่องยนต์กำลังทำงาน ก็ไม่ใช่ค่าที่จะต้องมาคอยนั่งตรวจสอบเสียเท่าไหร่ครับ\n\nบริษัทรถยนต์เองก็ทราบดีถึงทุกประเด็นที่เรากล่าวไปนี้ นี่เองจึงเป็นสาเหตุที่พวกเขาตัดเกจ์วัดอุณหภูมิออกไปในรถยนต์ส่วนมาก ไฟสองดวงที่หลายคนอาจมองว่ามันไม่เพียงพอ แท้จริงแล้ว มันก็ไม่ได้ต่างจากเกจ์วัดอุณหภูมิที่แสดงค่าอยู่ตรงกลางตลอดเวลาหรอกครับ\n","ks-cooling1065.png",null,"ks-cooling1065_i.png",[11],"19 เมษายน 2566",1777136588676]