[{"data":1,"prerenderedAt":17},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":10,"article_image":11,"galleries":12,"publish_date":16},"20230609094559174161",2,3,"รถน้ำมัน vs รถยนต์ไฟฟ้า ถ้าต้องเลือกคันเดียว คันไหนดี?","รถยนต์ไฟฟ้า ยานพาหนะที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากในหลายๆ ประเทศ มีความตื่นตัวเรื่องการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น และพยายามลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิล เพื่อช่วยลดมลภาวะทางอากาศที่นับวันยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง \n\nประกอบกับนวัตกรรมของรถยนต์ไฟฟ้าที่ถือว่าก้าวกระโดดไปมากกว่ายุคสมัยของรถยนต์สันดาปเป็นอย่างยิ่ง ไม่แปลกนักที่รถยนต์ไฟฟ้าจะมียอดจำหน่ายสูงขึ้นทั่วทุกมุมโลก ที่รถยนต์ไฟฟ้ามีจัดจำหน่ายในประเทศนั้นๆ\n\nประเทศไทย เป็นประเทศที่มีปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าได้มากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าที่จัดจำหน่ายได้มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นทุกปี อย่างล่าสุดในงาน Motor Show 2023 ที่ผ่านมา ยอดสั่งจองรถยนต์มากกว่า 20% เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว \n\nโดยสาเหตุหลักที่ยอดการจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีหลายสาเหตุด้วยกัน แต่สาเหตุหลักหนีไม่พ้นเรื่องของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูง ตามกลไกตลาดโลก ประกอบกับนโยบายสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาล ที่มีการอุดหนุนเงิน รวมถึงมาตรการทางด้านภาษี เพื่อทำให้ราคาจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ไม่แตกต่างจากรถยนต์สันดาปในพิกัดเดียวกัน \n\nส่งผลให้การตัดสินใจซื้อรถยนต์ของคนไทยจำนวนมาก ต้องนำเอารถยนต์ไฟฟ้ามาเป็นคู่เปรียบเทียบในการพิจารณาซื้อรถยนต์สัก 1 คัน จากแต่เดิมที่มักจะเปรียบเทียบระหว่าง รถยนต์รุ่น A กับ B กลายเป็น รถยนต์สันดาป กับ รถยนต์ไฟฟ้า ที่มีราคาเทียบเท่ากัน\n\nคราวนี้ ถ้าจะต้องซื้อรถสัก 1 คัน ควรคำนึงจากอะไรบ้างล่ะ?\n1.จุดประสงค์การใช้งาน สำรวจตัวเองก่อนว่าจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาทำอะไร ถ้าต้องการรถยนต์ที่สามารถเปิดแอร์รอนานๆ ได้ อาทิ จอดรอรับลูกในโรงเรียน, จอดรอคนในครอบครัวกำลังลงไปซื้อของ รถยนต์ไฟฟ้าตอบโจทย์กว่าแน่นอน เพราะไม่ปล่อยมลพิษ และสามารถเปิดแอร์ที่ไหนก็ได้โดยไม่รบกวนคนอื่น แตกต่างจากการเปิดแอร์รอในรถยนต์สันดาป ที่คุณต้องติดเครื่องยนต์ไว้ตลอดเวลา ส่งผลให้มีไอเสีย ยิ่งอยู่ในสถานที่ปิด อาทิ โรงเรียน, ตึกจอดรถ ฯลฯ ไอเสียเหล่านี้จะรบกวนผู้อื่น อีกทั้งหลายๆ สถานที่มีกฎห้ามติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ด้วย แต่ถ้าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคุณจะไม่เจอปัญหานี้ เพราะรถของคุณไม่มีมลพิษ\n\n2. ระยะทางขับขี่ ไม่ได้เป็นข้อจำกัดสำหรับรถยนต์สันดาป เพราะว่าเติมน้ำมันครั้งหนึ่ง ขับได้ระดับ 500 กิโลเมตรอยู่แล้ว แถมใช้เวลาเติมไม่เกิน 5 นาที รวมชำระเงิน ทว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีเรื่องของระยะทางขับขี่เข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องด้วยขนาดแบตเตอรี่ที่ให้มา โดยส่วนใหญ่จะอยู่ราวๆ 300 - 500 กิโลเมตร และที่สำคัญเลยคือ ในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าช่วง 0-80% จะต้องใช้เวลาในการชาร์จราวๆ 30-45 นาที จึงจะสามารถขับต่อได้ระยะทางราว 300 กิโลเมตร ซึ่งแตกต่างจากรถยนต์สันดาปที่ใช้เวลาเติมน้ำมันแค่ไม่กี่นาที เพราะงั้นแล้วถ้าคุณจำเป็นต้องขับรถทางไกลบ่อยๆ รถยนต์สันดาปอาจจะยังตอบโจทย์มากกว่า\n\n3. ความรู้ความเข้าใจ เป็นสิ่งที่สำคัญมากกับการขับรถ จะรถยนต์สันดาป หรือรถยนต์ไฟฟ้า คุณควรมีความรู้ความเข้าใจระบบของรถยนต์บ้าง โอเคอยู่ว่าเราสามารถขับรถได้ แต่ใช่ว่าทุกคนจะรู้เรื่องรถ ในกรณีที่รถมีปัญหา หากคุณมีความรู้เกี่ยวกับรถของคุณ คุณก็จะสามารถบอกได้ว่าปัญหาที่เจอนั้นคืออะไร ซึ่งตรงนี้เองที่รถยนต์สันดาปกับรถยนต์ไฟฟ้ามีความแตกต่างกัน เนื่องจากรูปแบบการใช้พลังงานต่างกัน รถยนต์สันดาปใช้เครื่องยนต์กับเกียร์ เพื่อทำให้รถวิ่งได้ ส่วนรถยนต์ไฟฟ้า ใช้มอเตอร์กับแบตเตอรี่ เพื่อทำให้รถยนต์วิ่งได้\n\n4. ที่อยู่อาศัย\nถือเป็นข้อสำคัญของการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเลย เพราะถ้าคุณอยู่อาศัยในอสังหาฯ แบบพื้นราบ อาทิ บ้านเดี่ยว, บ้านแฝด, ทาวเฮ้าส์, ทาวโฮม หรือตึกแถว การอยู่อาศัยในรูปแบบนี้คุณจะสามารถติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้านได้โดยง่าย ทำให้คุณมีที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเป็นของตัวเองที่บ้าน ไม่ต้องง้อสถานีชาร์จเลย ยกเว้นเพียงแค่เวลาขับรถยนต์ไฟฟ้าไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือเดินทางไกลเท่านั้น\nส่วนท่านที่อยู่ในอสังหาฯ แบบแนวดิ่ง อาทิ คอนโดมิเนียม, หอพัก, อพาร์ทเม้น เป็นต้น ซึ่งลานจอดรถมักจะเป็นพื้นที่ส่วนกลาง หากคุณมีพื้นที่จอดรถส่วนตัวก็ยังถือว่าสบายๆ ทว่ารูปแบบที่อยู่อาศัยประเภทนี้มักจะเป็นพื้นที่ใช้งานร่วมกัน ไม่มีช่องไหนที่มีเจ้าของ ส่งผลให้การติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอาจเป็นไปได้ยาก แต่ถ้านิติบุคคล หรือเจ้าของโครงการต้องการผลักดันการเปลี่ยนถ่ายสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าด้วย และมีการติดตั้งเครื่องชาร์จในพื้นที่ส่วนกลาง ส่วนนี้ก็ยังถือว่าสะดวกมากขึ้นมาระดับหนึ่ง\nทว่า ปัจจุบันนี้ ผู้ให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากำลังสูง หรือสถานีชาร์จแบบ DC ที่ตั้งอยู่ในเขตเมือง มีอยู่หลากหลายเจ้า ซึ่งการชาร์จแบบ DC นี้ จะใช้เวลาชาร์จเพียง 1 ชั่วโมง แบตเตอรี่ของคุณก็เต็มแล้ว แตกต่างจากเครื่องชาร์จแบบ AC ที่ติดตั้งตามบ้าน ที่มักจะใช้เวลาชาร์จอย่างน้อย 6 ชั่วโมงขึ้นไป ส่วนนี้ก็ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่อยู่อาศัยตามอสังหาฯ แนวดิ่งได้เป็นอย่างดี\n\n5. ลดค่าใช้จ่าย\nหากคุณกำลังประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงที่มากกว่า 4,000 บาท/เดือนขึ้นไป รถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถช่วยแก้ปัญหานั้นให้คุณได้ หากเราคำนวณจากรถยนต์ Eco car ที่เติมน้ำมันราว 4,000 บาท/เดือน ส่วนใหญ่จะมีระยะทางขับขี่อยู่ราวๆ 2,000 กม./เดือน\nแต่ถ้าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีขนาดพิกัดใกล้เคียงกัน คุณจะเสียค่าไฟฟ้าอยู่ราวๆ เดือนละ 500-700 บาทเท่านั้น หรือถ้าคุณชาร์จนอกบ้านบ่อย ค่าชาร์จรถก็จะอยู่ราวๆ 1,000 บาท+- นิดหน่อยเท่านั้น\n\nคิดเป็นส่วนต่างด้านพลังงานที่ถูกกว่าถึงเดือนละ 3,000-3,500 บาทเลยทีเดียว\nและยิ่งถ้าคุณใช้รถยนต์ด้วยค่าพลังงานที่สูงมากกว่านี้ รถยนต์ไฟฟ้าจะตอบโจทย์คุณมากขึ้นไปมากกว่าเดิม เพราะค่าพลังงานของมัน ถูกกว่ารถยนต์สันดาปแบบเดิมของคุณอย่างน้อย 4 เท่าอย่างแน่นอน","CoverH2H202304EVvsICE.png",null,"ContentH2H202304EVvsICE.png",[11,13,14,15],"ContentH2H202304EVvsICE2.png","ContentH2H202304EVvsICE3.png","ContentH2H202304EVvsICE4.png","9 มิถุนายน 2566",1777136588592]