[{"data":1,"prerenderedAt":18},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":10,"article_image":11,"galleries":12,"publish_date":17},"20230621153134887223",2,6,"วิธีอ่านสเปครถยนต์ไฟฟ้า","รถยนต์ไฟฟ้า ยานพาหนะรูปแบบใหม่ที่เตรียมเข้ามาแทนที่รถยนต์เครื่องสันดาปที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ รถคันใหม่ที่เราจะซื้อก็ล้วนแล้วแต่มีรถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นตัวเลือกหลักทั้งสิ้น\n\nวิธีอ่านสเปครถยนต์ไฟฟ้า\nในรถยนต์เครื่องสันดาปปัจจุบันที่เราใช้งานกันอยู่ คนส่วนใหญ่มักจะดูเรื่องของออปชัน เครื่องยนต์ เกียร์ และราคากันเป็นหลัก ซึ่งตัวเครื่องยนต์ของรถนั้นเราก็จะดูเรื่องของแรงม้า แรงบิดกันซะมากกว่า ส่วนในรถยนต์ไฟฟ้านั้น เราก็ดูสเปคตัวรถเหมือนกับรถยนต์เครื่องสันดาปเลย แตกต่างกันตรงที่มันไม่มีเครื่องยนต์ แต่จะใช้ \"มอเตอร์ไฟฟ้า\" ในการสร้างกำลังขับเคลื่อน เหมือนกับ \"เครื่องยนต์\" และ \"แบตเตอรี่\" ในการเก็บพลังงานไฟฟ้า เหมือนกับ \"ถังน้ำมัน\" นั่นเอง\n\nเครื่องยนต์ = มอเตอร์ไฟฟ้า\nถังน้ำมัน = แบตเตอรี่\nจุดสำคัญที่ต้องดูในรถยนต์ไฟฟ้าหลักๆ ในยุคนี้ ที่จัดเป็นยุคเริ่มต้นของยุครถยนต์ไฟฟ้าของบ้านเรา เราจะดูเรื่องของ \"ระยะทางการวิ่งต่อ 1 การชาร์จ\" เป็นหลักซะมากกว่า ก่อนจะมาดูเรื่องของ \"แรงม้า/แรงบิด\" ของตัวมอเตอร์ซะด้วยซ้ำ และถึงจะมาเริ่มดูกันเรื่อง \"อัตราบริโภคพลังงานไฟฟ้า\"\n\nเพราะ ณ ขณะนี้ ถือว่าเป็นยุคเริ่มต้นของรถยนต์ไฟฟ้า การจะเปลี่ยนถ่ายจากรถยนต์เครื่องสันดาปมายังรถยนต์ไฟฟ้านั้น สิ่งที่คนยังต้องการรักษาไว้นั่นคือ \"ไลฟ์สไตล์การขับขี่\" ที่ยังคงอยากให้ใกล้เคียงกับการใช้งานรถยนต์แบบเดิมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระยะทางการขับในแต่ละการเติมพลังงาน, อัตราเร่งที่อยากให้ใกล้เคียง หรือดีกว่า รวมไปถึงการเติมพลังงานที่อยากให้มีความใกล้เคียงกับการใช้รถยนต์เครื่องสันดาปแบบเดิม (รถไฟฟ้า ต้องใช้เวลาการชาร์จอย่างน้อย 30 นาที แต่รถสันดาป เติมน้ำมันไม่เกิน 5 นาที ไปได้เลย)\n\nวิธีอ่านสเปคแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า\nสเปครถยนต์ไฟฟ้าที่เราควรทราบ นอกจากระยะทางต่อการวิ่ง 1 ครั้ง, อัตราเร่ง แรงม้า/แรงบิด, ออปชัน, ราคา และอื่นๆ แล้ว สิ่งที่ควรทราบอีกนั่นคือ \"รายละเอียดเกี่ยวกับสเปคของแบตเตอรี่\" ว่าเป็นแบบไหนครับ ซึ่งทางค่ายรถก็มักจะแนบมาให้อยู่แล้ว แต่เราก็อาจจะงงๆ ว่ามันหมายความว่าอย่างไร วันนี้เรามาดูกันครับ\n\nตัวอย่างสเปคแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้า\n\nแบตเตอรี่ : ลิเธียมไอออน\nความจุพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่ (kWh) : 71.4\nแรงดันไฟฟ้า (V) : 355\nรองรับการชาร์จ AC (kW) : 6.6\nรองรับการชาร์จ DC (kW) : 150\n\nสเปคแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า\nWh = วัตต์ต่อชั่วโมง ใช้ในการวัดปริมาณแบตเตอรี่\nkWh = กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ใช้ในการวัดปริมาณแบตเตอรี่ ทำหน้าที่เหมือนกับหน่วยลิตร ที่ใช้วัดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง\nV = Volt = แรงดันไฟฟ้า ยิ่งโวลต์สูง แรงดันไฟฟ้ายิ่งเยอะ = ไฟยิ่งแรง\nkW = กำลังไฟฟ้า ยิ่งจำนวนตัวเลขสูง ยิ่งจ่ายไฟ/รับไฟ ได้มาก\nไฟฟ้า 1 หน่วย = 1 kWh\n\nในข้อมูลข้างต้นที่เราหยิบยกมา เป็นสเปคของแบตเตอรี่ที่ใช้อยู่ใน Toyota bZ4X ซึ่งเราขออธิบายแบบง่ายๆ เทียบกับรถยนต์สันดาปได้ดังนี้\n\nพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่แบตเตอรี่กักเก็บไว้ได้ หน่วยเป็น kWh เปรียบเสมือนหน่วย \"ลิตร\" ของความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์นั่นเองครับ\n\nส่วนแรงดันไฟฟ้า (หน่วย V หรือ Volt) คือแรงดันไฟฟ้าของแบตเตอรี่ตัวรถ มีผลต่อเรื่องการชาร์จเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งแบตที่มีแรงดันไฟฟ้าสูง (Volt เยอะ) ก็จะยิ่งรับกำลังการชาร์จไฟฟ้าด้วยระบบ DC Fast charge ได้มากยิ่งขึ้น\n\nส่วนการ \"รองรับการชาร์จ\" ที่มีกำกับด้วยหน่วย kW หมายถึง \"กำลังในการชาร์จไฟฟ้า\" หน่วย kW หรือพูดแบบให้เห็นภาพก็เหมือนท่อน้ำนั่นเองครับ ยิ่ง kW เยอะ ก็ยิ่งจ่ายไฟได้เยอะ เหมือนท่อน้ำที่มีขนาดใหญ่นั่นเองครับ\n\n6.6 kW = ท่อเล็ก\n150 kW = ท่อใหญ่\n\nทั้งนี้ รถคันนั้นๆ จะจ่ายไฟได้เต็ม kW ด้วยหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับค่า V หรือแรงดันไฟฟ้าของแบตเตอรี่ในตัวรถอีกทีด้วย\n\nและก็ขึ้นอยู่กับสเปคของตู้ชาร์จไฟฟ้าด้วยว่าจ่ายไฟได้แรงมากแค่ไหน ถ้าตู้จ่ายไฟได้แรงมาก แต่รถรับได้น้อย เราก็จะรับได้แค่จุดสูงสุดของที่รถรับได้\n\nกลับกัน แม้ว่ารถเราจะรับไฟได้มาก แต่ถ้าตู้จ่ายได้น้อย ก็จะได้รับไฟฟ้าแค่ความแรงสูงสุดที่ตู้ทำได้ครับ\n\nยกตัวอย่างเช่น\n\nใช้รถยนต์ไฟฟ้า Toyota bZ4X ที่สามารถรองรับการชาร์จ DC ได้สูงสุด 150 kW เข้าชาร์จที่ตู้ชาร์จของ eleXA ที่กำลัง 120 kW เราจะสามารถรับพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุด 120 kW\nใช้รถยนต์ไฟฟ้า ORA Good Cat 500 ULTRA ที่สามารถรองรับการชาร์จ DC ได้สูงสุด 60 kW เข้าชาร์จที่ตู้ชาร์จของ eleXA ที่กำลัง 120 kW เราจะสามารถรับพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุด 60 kW\n\nอธิบายแบบง่ายๆ เทียบกับของใกล้ตัว\n\nหน่วยวัดการใช้ไฟฟ้า (W : Watt)        เป็นหน่วยวัดการใช้พลังงานไฟฟ้า เปรียบเสมือนน้ำมัน\nความจุไฟฟ้าในแบตเตอรี่ (kWh)        เปรียบเสมือนปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงในถังน้ำมัน ที่ใช้หน่วยเป็น ลิตร\nแรงดันไฟฟ้า (V : Volt) เปรียบเสมือนแรงดันของน้ำว่ามากน้อยแค่ไหน อาทิเช่น แรงดัน 355V ก็จะส่งมาน้อยกว่า 800V เป็นต้น เป็นการวัดความสามารถในการรับพลังงานไฟฟ้าของแบตเตอรี่\nกระแสไฟฟ้า (A : Amp) เปรียบเสมือนขนาดของท่อน้ำ ยิ่งตัวเลขเยอะ แสดงว่าท่อกว้าง ส่งน้ำได้เยอะ แต่ก็ขึ้นอยู่กับค่าแรงดันไฟฟ้าด้วย โดยสูตรที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายที่สุดคือการดูค่า Watt เพราะคำนวณมาจาก V x A = W\nรองรับการชาร์จ AC 6.6 kW ท่อน้ำขนาดเล็ก แรงดันต่ำ ส่งน้ำมาน้อย\nรองรับการชาร์จ DC 150 kW ท่อน้ำขนาดใหญ่ แรงดันสูง ส่งน้ำมาเยอะ\n\nอีกจุดหนึ่งที่เป็นตัวบ่งบอกว่ารถยนต์ไฟฟ้าคันนั้นๆ จะขับได้ไกลแค่ไหนอีกนั่นคือ \"อัตราบริโภคพลังงานไฟฟ้า\" นั่นเองครับ ยกตัวอย่างเช่น 160Wh/km (160 วัตต์ หรือ 0.16 kWh/1 กิโลเมตร) หรืออาจจะแจ้งว่า 16 kWh/100 km. ก็จะเหมือนกับกินน้ำมัน 16 ลิตร/100 กิโลเมตร นั่นเองครับ\n\nหรือถ้าอยากคิดเป็นแบบอารมณ์หน่วย กิโลเมตร/ลิตร ก็เพียงนำ 100 กิโลเมตร / 16 kWh = 6.25 กิโลเมตร/1 kWh นั่นเอง\n\nซึ่งเป็นจุดที่สามารถบอกได้ด้วยว่ารถคันนั้นๆ สามารถวิ่งได้กี่กิโลเมตรต่อ 1 การชาร์จ ยกตัวอย่างเช่น Tesla Model Y Long Range ที่มีปริมาณแบตเตอรี่ 75 kWh (เหมือนมีน้ำมัน 75 ลิตร)\n\n1 kWh = 1,000 Wh\n75 kWh = 75,000 Wh\nหมายความว่า Tesla Model Y Long Range หากมีอัตราบริโภคพลังงานไฟฟ้าที่ 160 วัตต์ ต่อ 1 กิโลเมตร ก็จะมีระยะทางการวิ่งจากแบตเตอรี่ 100% จนเหลือ 0% ได้ไกลสุดราว 468 กิโลเมตร นั่นเองครับ\n\nและยิ่งถ้าคุณชาร์จแบตเตอรี่ที่บ้านกับไฟฟ้ามิเตอร์ TOU ช่วง Off peak ด้วยค่าไฟฟ้าราว 2.7 บาท/หน่วย หากคุณชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% ก็จะจ่ายค่าไฟฟ้าเพียง 200 บาท เท่านั้นครับ","CoverEV202304_Read_EV_Spec.png",null,"Read_EV_Spec1.png",[11,13,14,15,16],"Read_EV_Spec2.png","Read_EV_Spec3.png","Read_EV_Spec4.png","Read_EV_Spec5.png","21 มิถุนายน 2566",1777136588397]