[{"data":1,"prerenderedAt":16},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":10,"article_image":11,"galleries":12,"publish_date":15},"20231110150214194533",2,3,"PHEV vs BEV ถ้าต้องเลือกคันเดียว เอาแบบไหนดี?","รถยนต์ไฟฟ้า เป็นกระแสที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง แต่ใช่ว่าทุกคนที่พร้อมใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าซะทีเดียว แล้วถ้ามองเป็นรถยนต์ที่วิ่งไฟฟ้าได้ และวิ่งน้ำมันล้วนได้แบบ PHEV ล่ะ มันจะน่าสนใจกว่าไหม บทความนี้มีคำตอบครับ\n\nการจะตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคัน เรียกได้ว่าเป็นการซื้อของชิ้นใหญ่ 1 ชิ้นเข้าบ้านกันเลยทีเดียว มีหลาย ๆ บ้านที่จำเป็นต้องซื้อรถยนต์เพื่อมาใช้งานสักคันก็จะต้องเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียของรถแต่ละคันก่อนว่ามีความน่าสนใจแตกต่างกันออกไปอย่างไรบ้าง ยิ่งในยุคปัจจุบันนี้รถยนต์มาเป็นรูปแบบรถ EV ซะเยอะ จากเดิมที่มีแต่รถ ICE เท่านั้น แถมราคาน้ำมันก็แสนโหด ทะลุลิตรละ 35 บาทเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้หลายๆ คนหันไปมองพลังงานทางเลือกอย่างไฟฟ้ากันมากขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าล้วน 100% ทว่ามันก็ยังมีข้อจำกัดในด้านระยะทางขับขี่อยู่ ทำให้หลาย ๆ คนมองไปที่รถยนต์ไฮบริดที่มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่อย่าง PHEV ด้วย แล้วถ้าต้องเลือกเพียงแค่คันเดียวล่ะ? เอาแบบไหนดีนะ?\n\nPHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) หรือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด เป็นรถยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยเครื่องยนต์สันดาป และมอเตอร์ไฟฟ้า มีพลังงาน 2 รูปแบบในรถคันเดียว ได้แก่น้ำมันเชื้อเพลิง และไฟฟ้า โดยตัวรถจะสามารถเลือกได้ว่าจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานทั้ง 2 แบบ / แบบเครื่องยนต์อย่างเดียว และไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ และในรถยนต์ PHEV บางรุ่น สามารถสั่งให้เครื่องยนต์ผลิตกระแสไฟฟ้าเข้าไปเก็บแบตเตอรี่เพื่อใช้งานกับมอเตอร์ไฟฟ้าได้ด้วย ทำให้รถยนต์ PHEV มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต่ำมากกว่ารถยนต์สันดาปปกติมาก\n\nBEV (Battery Electric Vehicle) หรือรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน 100% ที่มีแหล่งกักเก็บพลังงานเป็นแบตเตอรี่ติดตั้งอยู่ภายในตัวรถ โดยการเติมพลังงานนั้นจะเป็นการชาร์จไฟฟ้าเข้าไปเท่านั้น เป็นรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาก เพราะไม่มีการคายไอเสียเลย \n\nในส่วนของการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างรถยนต์ PHEV และ BEV นั้น เราจะใช้ BMW X3 Series มาเป็นตัวเปรียบเทียบกัน เนื่องจากเป็นรถยนต์ที่ใช้ตัวถังเดียวกัน รุ่นปีเดียวกัน แตกต่างกันที่ประเภทของระบบขับเคลื่อนเท่านั้น โดยฝั่ง PHEV เราจะใช้ BMW X3 xDrive30e M Sport มาเป็นตัวแทน และฝั่ง BEV เป็น BMW iX3 M Sport\n\nจุดเด่น PHEV\n\nจุดเด่นของรถยนต์ PHEV นั่นคือ มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันต่ำมากๆ เพียง 14.7 กม./ลิตร เท่านั้น คิดเป็นค่าน้ำมันเพียงกิโลเมตรละ 2.38 บาทเท่านั้น อีกทั้งการเติมน้ำมันใช้ระยะเวลาไม่นานก็เต็มแล้ว หรือถ้าขับในเมืองอย่างเดียวก็สามารถใช้โหมดไฟฟ้าล้วนวิ่งได้ด้วย ยิ่งถ้าคนชาร์จไฟฟ้าที่บ้านทุกวันอยู่แล้วยิ่งได้เปรียบ เพราะสามารถขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 47 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC\n\nจุดเด่น BEV\n\nจุดเด่นของรถยนต์ BEV นั่นคือ มีต้นทุนค่าเดินทางต่ำมากไม่ถึง 1 บาทด้วยซ้ำไป และสามารถขับขี่ได้ไกลถึง 470 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง มาตรฐาน NEDC ซึ่งสามารถใช้งานเดินทางไกลได้แบบสบาย ๆ โดยใช้เวลาจอดชาร์จราว 30 นาที ก็สามารถขับขี่ต่อได้ระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรแล้ว\n\nจุดด้อย PHEV\n\nข้อด้อยของ PHEV หลัก ๆ จะอยู่ในเรื่องของการบำรุงรักษา ที่เราต้องบำรุงรักษาระบบขับเคลื่อนที่มากกว่าปกติ เพราะต้องดูแลทั้งระบบของเครื่องยนต์สันดาป, ระบบไฮบริด และระบบไฟฟ้า ส่งผลให้ค่าบำรุงรักษาของรถยนต์ประเภทนี้จะสูงสักหน่อย แต่ก็คลายกังวลได้มากถ้าเป็นรถยนต์ใหม่ และยังอยู่ในการรับประกันคุณภาพของผู้ผลิตรถยนต์\n\nจุดด้อย BEV\n\nข้อด้อยของ BEV หลัก ๆ เป็นเรื่องของข้อจำกัดในการชาร์จไฟฟ้าที่ใช้ระยะเวลานาน และสถานีที่สามารถชาร์จได้เร็วนั้นยังมีอยู่อย่างจำกัด แตกต่างจากการเติมน้ำมันที่ใช้เวลาเพียง 5 นาที ก็สามารถขับขี่ต่อได้มากกว่า 500 กิโลเมตรแล้ว แต่รถยนต์ไฟฟ้าหากต้องการขับขี่ต่ออีกสัก 300 กิโลเมตร อย่างน้อยต้องใช้เวลาในการชาร์จไฟฟ้าราว 30 นาทีจึงจะไปต่อได้\n\nฟันธง เลือก PHEV หรือ BEV\n\nหากคุณมีกำลังในการตัดสินใจซื้อรถยนต์เพียงคันเดียว ถ้าต้องเลือกระหว่างรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด กับรถยนต์ไฟฟ้า เราขอแนะนำให้เลือกเป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดจะดีกว่า เนื่องจากคุณสามารถขับขี่ไปได้ทุกเส้นทางโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จเร็วเลยแม้แต่น้อย เพราะถ้าคุณไม่ได้ชาร์จไฟฟ้ามา คุณก็สามารถขับด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงได้ตามปกติ แตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าที่ถ้าไม่มีโครงข่ายสถานีชาร์จกำลังสูง ก็แทบจะไม่สามารถเดินทางเข้าไปในเส้นทางนั้น ๆ ได้อย่างสะดวกมากนัก เนื่องจากต้องใช้วิธีการชาร์จแบบช้า ซึ่งใช้เวลาการชาร์จข้ามคืนเลยทีเดียว\n\nทว่า หากบ้านของคุณมีรถยนต์สันดาปอยู่แล้ว รถยนต์คันต่อไปที่เราอยากแนะนำขอแนะนำเป็นรถยนต์ไฟฟ้าจะคุ้มค่ากว่า เนื่องจากต้นทุนการเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้านั้น ถูกกว่ารถยนต์สันดาปราว 3-5 เท่า แล้วแต่รุ่นรถที่เปรียบเทียบนั้น ๆ การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้านอกจากเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของคุณได้อย่างมหาศาล จึงไม่แปลกนักที่คนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเป็นรถยนต์คันที่ 2 ของบ้าน จะทำให้แทบจะไม่หยิบเอารถยนต์สันดาปคันเก่าไปใช้งานเลย เพราะรถยนต์ไฟฟ้ามีต้นทุนการเดินทางที่ถูกกว่ามากนั่นเองครับ","CoverPHEVvsBEV.png",null,"BannerPHEVvsBEV.png",[11,13,14],"PHEVvsBEV1.png","PHEVvsBEV2.png","10 พฤศจิกายน 2566",1777136587405]