[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":5,"title_th":6,"description_th":7,"banner_image":8,"jw_media_id":9,"video_embed_link":9,"article_image":10,"galleries":11,"publish_date":14},"20251123220209561584",2,"Mitsubishi e-Motion ทำงานอย่างไร แตกต่างจาก คู่แข่งอะไรบ้าง","Content by Headlightmag\n-----\nตั้งแต่ปี 2024 ที่แล้ว มิตซูบิชิได้แนะนำระบบไฮบริดใหม่ออกสู่ตลาดในประเทศไทยผ่านรถยนต์ Mitsubishi Xpander ไฮบริด มาปีนี้พวกเขากลับมาอีกครั้งใน Mitsubishi XForce\n\nการแนะนำระบบใหม่นี้เข้ามาสู่ตลาด น่าจะเรียกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่ได้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวก่อนใคร จนหลายคนเริ่มสนใจและอยากทราบความแตกต่างจากคู่แข่ง\n\nจุดเริ่มต้นของระบบนี้ ค่ายมิตซูบิชิใช้สารตั้งต้นจากระบบขับเคลื่อน PHEV มาต่อยอด โดยการย่อขนาดลงให้เหมาะสมต่อความเป็นไฮบริด\n\nเริ่มจากแนะนำเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร ที่มีการปรับปรุงต่อมาจากเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เพื่อทำให้มีความสามารถทั้งในด้านขับเคลื่อนและปั่นไฟฟ้า\n\nในส่วนขนาดแบตเตอรี่ถูกปรับให้เล็กลง จนสามารถติดตั้งเข้ามาภายในห้องโดยสารใต้เบาะคู่หน้า ลดความกังวลในการใช้งาน พร้อมตัดการรับไฟฟ้าภายนอกที่มีใน PHEV ทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลง\n\nด้วยความที่ระบบยกมาจาก PHEV ทำให้ระบบ Mitsubishi e-Motion ทำงานในรูปแบบเดียวกัน หรือมี Logic คล้ายกัน สร้างความแตกต่างจากระบบอื่นๆ ที่มีในตลาด\n\nด้วยความสามารถในการทำงานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในเชิงคู่ขนานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า, ทำงานในเชิงปั่นไฟฟ้าให้แบตเตอรี่, หรือกระทั่งการใช้กำลังเครื่องยนต์ขับลงล้อโดยตรง หรือจะให้มอเตอร์เข้ามาเสริมกำลังขับชั่วคราวในขณะใช้เครื่องยนต์ในการขับขี่\n\nโดยในความเร็วต่ำและความเร็วปานกลางไม่เกิน 80 ก.ม./ช.ม. ระบบจะเลือกใช้การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก และเมื่อเครื่องยนต์มีความเร็วสูงกว่านั้น จะใช้การขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แทน\n\nพูดง่ายๆ คือสามารถสลับหน้าที่กันได้ ระหว่างใครจะทำหน้าที่หลัก\n\nจุดเด่นที่สำคัญอีกประการ มิตซูบิชิยังพัฒนาระบบให้ตรงความต้องการลูกค้ามากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะที่นำเสนอระบบที่มีการพัฒนาอีกขั้นใน Mitsubishi XForce\n\nแม้ว่าตัวระบบจะใช้ชื่อเหมือนกัน แต่ใน Mitsubishi XForce จะเป็นระบบรุ่นใหม่ โดยเป็นระบบที่ติดตั้งอัตราทดมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่ง ระหว่าง Low และ High\n\nเพื่อให้มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นในระหว่างการขับขี่ผ่านเส้นทางที่มีความหลากหลาย\n\nในยามขึ้นทางลาดชันหรือขึ้นเขา ระบบจะเลือกใช้ตำแหน่ง Low เพื่อสามารถรีดประสิทธิภาพในการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าได้ดีขึ้น\n\nส่วนตำแหน่ง High ระบบจะใช้ในยามขับขี่ด้วยความเร็วเดินทางบนถนนทางราบทั่วไป\n\nส่งผลให้ระบบมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงกว่าระบบไฮบริดอื่นๆ\n\nไม่เพียงเท่านี้ เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร ที่มีการพัฒนาออกมาใหม่ล่าสุดยังมาในอารมณ์ใช้งานได้ดีทั้งในเมืองและเดินทางไกล เปรียบเทียบกับคู่แข่งส่วนใหญ่ที่นำเสนอในกลุ่ม 1.5 ลิตร เครื่องยนต์มิตซูบิชิจะใช้กำลังขับขี่ที่มากกว่า และด้วยการเป็นเครื่องยนต์ที่ยังขับเคลื่อนได้ ไม่ใช่ปั่นไฟฟ้าอย่างเดียว หรือเน้นปั่นไฟฟ้ามากกว่าให้กำลังขับ\n\nทำให้เครื่องยนต์ในระบบมีประสิทธิภาพมากกว่า ในการขับขี่เหนือกว่าในท้องตลาดทั่วไป\n\nแม้ว่า Mitsubishi e-Motion จะเพิ่งออกมาจับตลาดและค่อนข้างใหม่ แต่ความหลากหลายในการทำงานของมันค่อนข้างจะตอบโจทย์ในการใช้งาน บวกกับความเป็นมิตซูบิชิที่ขึ้นชื่อเรื่องทนทาน\n\nไม่แปลกใจที่หลายคนจะสนใจระบบไฮบริดใหม่ค่ายมิตซูบิชิ","Cover_EV_Article_Mitsubishi_e_Motion.png","","EV_Article_Mitsubishi_e_Motion_1.png",[10,12,13],"EV_Article_Mitsubishi_e_Motion_2.png","EV_Article_Mitsubishi_e_Motion_3.png","24 พฤศจิกายน 2568",1777136582781]