[{"data":1,"prerenderedAt":19},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":5,"title_th":6,"description_th":7,"banner_image":8,"jw_media_id":9,"video_embed_link":10,"article_image":11,"galleries":12,"publish_date":18},"20251206110412101670",2,"รวมรถมอเตอร์ไซค์ใหม่เปิดตัวภายในงาน Motor Expo 2025 พร้อมราคา","Content by Headlightmag\n-----\nหนึ่งในสิ่งที่หลายคนตั้งตารอในหน้าหนาวช่วงปลายปีนอกจากการท่องเที่ยวเมืองเหนือ ก็คือการเดินเผื่อเลือกรถมอเตอร์ไซค์ใหม่ๆสักคันกลับบ้านจากงาน Motor Expo ซึ่งปี 2025 นี้ ก็มีรถมอเตอร์ไซค์หน้าใหม่หลายคันเลยทีเดียวที่ถูกนำมาเปิดตัวในงานนี้\n\nHonda\n- Honda CB1300 Super Four / Honda CB1300 Super Bol d Or : Final Edition\nรถมอเตอร์ไซค์ตระกูลระดับตำนาน ที่สาวก Honda ไม่ควรพลาด กับจุดขายคือเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงเสียงหวานขนาด 1,284cc ที่สามารถเค้นกำลังสูงสุด 113 แรงม้า PS และแรงบิดสูงสุด 112 นิวตันเมตร ในรอบต่ำ และยังมีหน้าตาสุดอมตะ ไฟกลม เรือนไมล์คู่ทรงหัวกระสุน ถังน้ำมันขนาดใหญ่ และท้ายแหลม ฉบับ \"Project BIG-1\"\n\nซึ่งในเวอร์ชันนี้ ก็คือเวอร์ชันสั่งลา มาพร้อมกับโทนสีดำ-เทา Graphite Black และลวดลายแบบดั้งเดิม ยุคปี 1992 พร้อมโลโก้ Final Edition สีแดงสุดเฉพาะตัว โดยมีทั้งร่างไฟกลม หน้าเปลือย Super Four ราคา 575,000 บาท และ รุ่นมีโม่งหน้า Super Bol d Or ราคา 600,000 บาท\n\n- Honda Goldwing : 50th Anniversary Edition\nด้วยวาระครบรอบ 5 ทศวรรษของ ราชันย์แห่งรถทัวร์ริ่งรหัส Goldwing ทาง Honda จะไม่พลาดที่จะทำรุ่นฉลองวาระพิเศษนี้ขึ้นมา โดยตัวรถจะโดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์ 50th Anniversary บนถังน้ำมัน และที่กุญแจรีโมท และมาพร้อมเฉดสีพิเศษที่จะได้แรงบันดาลใจมาจาก GL1000 หรือ Goldwing รุ่นต้นตระกูลปี 1975 นั่นคือสีทอง Glamis Gold Metallic และ สีแดง Bordeaux Red Metallic\n\nโดยลูกค้าจะได้รับของพรีเมียมอย่าง Special Set Anniversary Book, Table Top Model และ Commemorative Box นอกนั้นตัวรถยังคงมีจุดขายในเรื่องความสะดวกสบายเต็มรูปแบบ ทั้ง หน้าจอมาตรวัด Full Digital TFT ขนาด 7 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อระบบ Android Auto และ Apple CarPlay แบบไร้สาย, ระบบเครื่องเสียง ระบบ Cruise Control, กระเป๋าติดรถ 3 ใบ, ระบบกันสะเทือนด้านหน้าปีกนกคู่, และเครื่องยนต์ 6 สูบนอน 1,833cc กำลังสูงสุด 126 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 170 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 สปีด พร้อมเกียร์ไฟฟ้าสำหรับการถอยหลัง โดยทั้งหมดนั้น จะสนนราคาที่ 1,395,000 บาท\n\n- Honda Transalp 750 MY2025\nแม้จะพึ่งเปิดตัวเวอร์ชันแรกไปเพียงไม่นาน แต่ด้วยการฟังเสียงฟีดแบ็คจากลูกค้า จึงทำให้ทาง Honda ต้องรีบปรับโฉม Transalp 750 ใหม่ โดยในคราวนี้ตัวรถจะมีการเปลี่ยนแปลงหลักๆคือชุดไฟหน้า ซึ่งมีการปรับรูปทรงใหม่ให้ดูปราดเปรียวมากยิ่งขึ้น ตามคู่แฝดร่างเนคเก็ทอย่าง Hornet 750 เวอร์ชันล่าสุดที่เปิดตัวไปก่อนเมื่อกลางปี\nนอกนั้นยังมีการปรับเซ็ทช่วงล่างใหม่ \n\nโดยเฉพาะชุดโช้คอัพตะเกียบคู่หัวกลับด้านหน้า ที่จะมีความแน่นหนึบมากยิ่งขึ้น รองรับการวิ่งด้วยความเร็วสูงได้ดีกว่าเดิม และยังเสริมด้วยชุดหน้าจอ Full Digital TFT ขนาด 5 นิ้วแบบใหม่ ซึ่งปรับไปใช้อินเตอร์เฟซการแสดงผลที่ดูเรียบง่ายมากขึ้น ส่วนรายละเอียดทางเทคนิคอื่นๆรถยังคงเดิม ทั้งชุดแฟริ่งอื่นๆรอบคันที่ไม่ใช่บริเวณกรอบไฟหน้า, ถังน้ำมัน, ระบบเบรก, และเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 754cc กำลังสูงสุด 91 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 75 นิวตันเมตร กับราคาวางจำหน่ายที่ 394,000 บาท ด้วย 2 เฉดสีทางเลือก ได้แก่ Ross White และ Graphite Black\n\n- Honda Africa Twin 1100 / Africa Twin 1100 Adventure Sport MY2025\nแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับเรือธงของค่ายปีกนก ซึ่งในคราวนี้มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายจุด ไม่ว่าจะทั้งชุดแฟริ่งเปลือกนอกรอบคัน ที่ทั้งดูปราดเปรียวมากขึ้น ในฝั่งรุ่นถังเล็ก Standard และดูบึกบึนกว่าเดิมในรุ่นถังใหญ่ Adventure Sport ซึ่งฝ่ายหลังยังมีไฮไลท์สำคัญคือการเปลี่ยนชุดล้อด้านหน้าจากวงล้อ 21 นิ้ว เป็น 19 นิ้ว พร้อมขยายหน้ายางให้กว้างขึ้น เพื่อเพิ่มความมั่นคงขณะขี่บนทางดำให้มากขึ้น ถูกใจนักขี่สายเดินทางไกลมากกว่าเดิม และในฝั่งรุ่นเริ่มต้นก็ไม่ได้ต้องเสียใจไป เพราะก็จะได้ชุดล้อซี่ลวดแบบทูบเลสแล้วสักทีเช่นกัน\n\nนอกนั้นยังมีการปรับปรุงระบบกันสะเทือนใหม่ ปรับเซ็ทระบบซอฟท์แวร์ของชุดโช้คอัพไฟฟ้าใหม่ (สำหรับรุ่น Adventure Sport) และเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 1,084cc ก็ได้ถูกปรับจูนใหม่ ให้มีแรงบิดสูงขึ้นอีก 7% เป็น 112 นิวตันเมตร และแรงม้าสูงสุดก็เพิ่มขึ้นเป็น 102 แรงม้า พร้อมปรับจูนการทำงานของระบบเกียร์ DCT ใหม่ ให้สามารถทำงานได้อย่างนุ่มนวลมากขึ้นอีก พร้อมสนนราคาที่ 569,000 บาท ในรุ่น Standard ถังเล็ก เกียร์ธรรมดา และ 709,000 บาท ในรุ่น Adventure Sport ถังใหญ่ เกียร์ DCT\n\n----\nLambretta\n\n- Lambretta J200\nสกู๊ตเตอร์สไตล์ร่วมสมัย ที่มาพร้อมกับทั้งความคลาสสิคในส่วนงานดีไซน์ และการใส่ความหรูหราทันสมัยอีกมากมาย ทั้ง ไฟหน้า Projector LED, ไฟเลี้ยว LED, ไฟท้าย LED ขนาดกำลังพอเหมาะ, บังโคลนหน้าแบบติดตั้งตายตัวกับตัวถังที่มีเส้นสายเหลี่ยมสันบังลมหน้าขนาดใหญ่ และด้านท้ายตีโป่ง, ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบ Double Arm Link ที่สามารถซับแรงได้ดีเยี่ยม\n\nและยังมีลูกเล่นเพื่อความสะดวกสบาย ทั้ง เบาะนั่งพรีเมียม, ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่, พอร์ทชาร์จไฟ Type-A และ Type-C, ถังน้ำมันขนาด 9.0 ลิตร, ชุดหน้าจอ TFT รองรับการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านสัญญาณบลูทูธ และมีระบบความปลอดภัยทั้ง ABS Dual Channel ป้องกันล้อล็อกขณะเบรก และ TCS เพื่อช่วยป้องกันการลื่นไถลของล้อหลังจากพละกำลังของเครื่องยนต์ LSP สูบเดียว 174.5cc กำลังสูงสุด 16.8 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 12.5 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านชุดเกียร์อัตโนมัติ CVT กับราคาวางจำหน่ายที่ 99,800 บาท\n\n----\nRoyal Enfield\n\n- Royal Enfield Classic 650 Twin : New Color\nจากเสียงเรียกร้องของลูกค้าที่มองว่าทางเลือกเฉดสีเพียง 3 แบบของ Classic 650 ในตอนแรกนั้นดูน้อยเกินไป ทำให้ทาง Royal Enfield ตัดสินใจเพิ่มทางเลือกเฉดสีใหม่ ให้กับรถมอเตอร์ไซค์หน้าตาย้อนยุคสมัยสงครามโลกรุ่นนี้ นั่นคือเฉดสีฟ้าแกมเขียว หรือสี Teal ซึ่งดูมีความสว่างสดใส ในราคา 253,900 บาท\n\nนอกนั้นจุดขายของรถ ยังคงเน้นไปที่งานดีไซน์องค์รวมซึ่งมีความย้อนยุคเต็มรูปแบบที่สามารถผสานเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ทั้ง ไฟหน้า LED โคมกลม, มาตรวัดกรอบกลมแบบมีเข็มกวาดผสานจอดิจิตอล, ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ, ชิ้นส่วนตัวถังเกือบทั้งคันเป็นงานโลหะทำสีอย่างดี, ชุดล้อและประกับแฮนด์ทำสีด้วยวิธีอโนไดซ์นิกเกิ้ลเพลท เพื่อความเงางาม ล้ำลึก และขุมกำลังเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 645cc ที่ให้กำลังแรงบิดในรอบต่ำได้เป็นอย่างดี แถมยังมีระบบกันสะเทือนที่รับผิดชอบโดย Showa ซึ่งถูกปรับเซ็ทมาอย่างดี ช่วยให้การขับขี่มีทั้งความนุ่มนวล และคล่องตัวเกินหน้าตาอีกด้วย\n\n----\nSuzuki\n\n- Suzuki DR-Z 4S\nรถมอเตอร์ไซค์สไตล์ Dual-Purpose คันแรกในรอบหลายสิบปีที่เหล่าสาวกค่ายคนบ้ารอคอย มาพร้อมกับลูกเล่นจัดเต็มสำหรับสายลุย ทั้งรูปทรงตัวรถที่เน้นความเพรียวบาง ครอบด้วยแฟริ่งเปลือกนอกที่เน้นความทนทานต่อการขีดข่วน และการกระแทก ชุดเฟรมโครงเหล็กทวินสปาร์ เน้นความแข็งแรงทนทาน ทำงานร่วมกับซับเฟรมอลูมิเนียมน้ำหนักเบา และยังมีระบบกันสะเทือนช่วงยุบเยอะที่ถูกปรับเซ็ทมาอย่างดีโดยทาง KYB\n\nด้านขุมกำลังเอง ก็เป็นเครื่องยนต์สูบเดียว DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่มีขนาดความจุใหญ่ถึง 398cc โดยมีระบบหัวเทียนคู่ ช่วยเสริมความคุ้มค่าและประสิทธิภาพในการสันดาปน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบหัวฉีดน้ำมัน 10 รู ลิ้นเร่งไฟฟ้าพร้อมโหมดการขับขี่ให้เลือกปรับ พร้อมรับทุกสถานการณ์ในการใช้งาน กับราคาแนะนำที่ 339,000 บาท พิเศษเฉพาะในงาน Motor Expo 2025 มีโปรฯ ลดเหลือ 339,000 บาท (แล้วแต่เงื่อนไขของผู้จำหน่าย)โดยเป็นรถนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นทั้งคัน \n\n----\nTriumph\n\n- Triumph Bonneville Bobber\nรถมอเตอร์ไซค์ทรงครุยเซอร์ล้อโตท้ายลาด ซึ่งได้รับการปรับเปลี่ยนหน้าตาใหม่ ให้มีทั้งความดุดัน และใส่ออพชันที่ทันสมัยยิ่งขึ้น ทั้ง ถังน้ำมันใหม่ ที่มีความจุใหญ่ขึ้นเป็น 14 ลิตร, ไฟหน้า LED พร้อมกรอบไฟ DRL ดีไซน์ใหม่, ปรับปรุงระบบ Cornering ABS และ Traction Control ที่สามารถทำงานได้อย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น กับระบบ Cruise Control ที่ถูกใส่เข้ามาเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย\n\nนอกนั้นตัวรถยังคงใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ขนาด 1,200cc ที่ให้กำลังสูงสุด 78 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 106 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ซึ่งมีคาแร็คเตอร์เน้นการเรียกกำลังในรอบต่ำติดมือ สำหรับการใช้งานหล่อๆในเมืองหรือเดินทางไกล ในราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ 637,000 บาท\n\n- Triumph Bonneville Speedmaster\nคู่แฝด Bobber ที่มาพร้อมกับหน้าตาซึ่งดูสุภาพและย้อนยุคมากกว่า แต่ก็แลกมาซึ่งความสะดวกสบายในการใช้งานมากกว่า ซึ่งโดยหลักแล้ว การปรับโฉมใหม่ของตัวรถในครั้งนี้ ก็จะใกล้เคียงกับคู่แฝดเช่นกัน ทั้งไฟหน้าใหม่, ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการอัพเกรดความชาญฉลาด, ถังน้ำมันที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 14 ลิตร\n\nและยังมีการปรับเปลี่ยนรูปทรงเบาะนั่งใหม่ ให้ใหญ่และกว้างขึ้น รวมถึงแฮนด์บาร์ที่ปรับองศาใหม่ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถนั่งขี่ไกลๆได้สบายกว่าเดิม รวมถึงเสริมสมรรถนะในการใช้งานด้วยช่วงล่าง กับระบบเบรกที่ถูกเซ็ทอัพใหม่ กับชุดล้อซี่ลวดขอบอลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบาลง โดยที่ขุมกำลังก็เป็นบล็อก 2 สูบเรียง ขนาด 1,200cc ที่ให้กำลังสูงสุด 78 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 106 นิวตันเมตร เช่นกัน พร้อมสนนราคาเท่ากับคู่แฝดเช่นกันที่ 637,000 บาท\n\n- Triumph Bonneville T100\nรถมอเตอร์ไซค์สุดคลาสสิคฉบับสุภาพบุรุษจากอังกฤษ ที่คราวนี้ ได้รับการปรับจูนเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 900cc ใหม่ ให้มีอัตราการตอบสนองต่อคันเร่งที่ดีขึ้น โดยให้กำลังสูงสุดที่ 65 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 80 นิวตันเมตร และมีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของงานออกแบบไฟหน้า LED พร้อมแถบไฟ DRL ใหม่, ปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ ให้สามารถทำงานขณะรถกำลังเข้าโค้งได้ละเอียดยิ่งขึ้น และปรับงานตกแต่งกับเฉดสีรถใหม่ให้ดูลงตัวมากกว่าเดิม โดยมีการปรับราคาวางจำหน่ายเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เป็น 469,000 บาท\n\n- Triumph Bonneville T120/T120 Black\nอีกหนึ่งร่างอัพเกรดจาก T100 ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ขนาดความจุใหญ่ขึ้นเป็น 1,200cc ซึ่งคราวนี้ก็ได้รับการปรับจูนใหม่เช่นกัน ให้มีกำลังสูงสุดเป็น 80 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุดที่ 105 นิวตันเมตร พร้อมเน้นความสดใหม่ไปที่การตกแต่งตัวรถด้วยแผ่นยางกันลื่นข้างถังแบบใหม่, ปรับตราสัญลักษณ์แบรนด์บนถังน้ำมันใหม่ และเฉดสี ลวดลายบนถังน้ำมันใหม่ให้ลงตัวยิ่งขึ้น ต่อด้วยการปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเหลือผู้ขี่ และระบบช่วงล่างใหม่ให้ทำงานได้ดีกว่าเดิม\n\nซึ่งหากรถร่างปกติยังดุดันไม่พอ ทางค่ายยังมีรุ่น Black ที่จะมาพร้อมกับฝาครอบเครื่องยนต์ ท่อไอเสีย เบาะนั่ง และชิ้นส่วนอื่นๆอีกหลายรายการให้เป็นสีดำทั้งหมด พร้อมสนนราคาวางจำหน่ายที่ 596,000 บาท\n\n- Triumph Scrambler 1200 XE\nรถมอเตอร์ไซค์แนวคลาสสิคอีกหนึ่งรุ่น แต่ติดลุคพร้อมลุย ซึ่งด้วยความเป็นรุ่นปรับแต่งพิเศษรหัส XE ตัวรถจึงมาพร้อมกับลูกเล่นที่หวือหวามากกว่าร่างปกติ ทั้ง ล้อหน้าขนาด 21 นิ้ว, ช่วงล่างยกสูงที่ถูกปรับเซ็ทใหม่, เบาะยาวทรงขนมปังปอนด์ลายใหม่, ฝาถังน้ำมันสไตล์ Monza, สวิงอาร์มชุบอโนไดซ์, และอื่นๆอีกมากมาย โดยรถยังคงพร้อมพาคุณไปท้าทายด้วยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 1,200cc ที่ถูกปรับจูนมาเฉพาะสำหรับการเผื่อลุย ให้กำลังสูงสุด 90 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 110 นิวตันเมตร บนมาตรฐานมลพิษระดับ Euro5+ กับราคาสำหรับการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ 675,000 บาท\n\n- Triumph Scrambler 400 XC\nน้องเล็กสุดสายคลาสสิคเผื่อลุย ที่คราวนี้ก็มีการติดยศ XC เพิ่มขึ้นมาจากเดิมที่มีเพียงรหัส X เฉยๆเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่เพิ่มขึ้นมา ก็คือการติดตั้งชิ้นส่วนตกแต่งเสริมหล่อเข้าไป ทั้งชุดล้อซี่ลวดขอบอลูมิเนียม น้ำหนักเบา, บังโคลนหน้าแบบยกสูง, แครชบาร์ด้านข้าง, มือจับกันตกด้านหลังที่กะทัดรัดมากขึ้น และติดตั้งแผ่นบังลมเหนือโคมไฟหน้าเข้ามาเพื่อลดลมปะทะตัวผู้ขี่ พร้อมทำหน้าที่เป็นเหมือนที่สำหรับติดเลขประจำตัวนักแข่งในอดีตด้วยในตัว โดยที่ขุมกำลังยังคงใช้เครื่องยนต์สูบเดียว 400cc กำลังสูงสุด 40 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 37.5 นิวตันเมตร ดังเดิม พร้อมสนนราคาที่ 209,950 บาท\n\n- Triumph Tiger 900 Alpine Edition/Desert Edition\nรถแอดเวนเจอร์ทัวร์ริ่งรุ่นรองแต่ออพชันไม่รอง ซึ่งในฝั่งรุ่น Alpine Edition จะสร้างขึ้นบนพื้นฐานของรุ่น Tiger 900 GT ที่เน้นวิ่งบนทางดำ มาพร้อมความพิเศษคือลวดลายกับเฉดสีเฉพาะตัว และติดตั้งชุดแครชบาร์มาพร้อมตั้งแต่ออกโรงงาน ส่วนรุ่น Desert Edition ก็จะสร้างขึ้นบน Tiger 900 Rally Pro ซึ่งก็จะมาพร้อมกับลวดลายกับเฉดสีพิเศษและแครช์บาร์ออกจากโรงงานเช่นกัน แต่ที่เหนือกว่านั้นคือจะมีชุดกันรอยข้างถังเสริมมาด้วย\n\nนอกนั้นขุมกำลังยังคงเป็นเครื่องยนต์ 3 สูบเรียง T-Plane ขนาด 888cc กำลังสูงสุด 108 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 90 นิวตันเมตร และใช้ระบบกันสะเทือนที่สามารถปรับเซ็ทได้ทุกค่า ระบบเบรกยกชุดจาก Brembo, มีโหมดการขับขี่ ให้ปรับ 5-6 รูปแบบ และมีท่อไอเสีย Akrapovic ให้เลือกซื้อเพิ่มได้ โดยตัวรถทั้งสองรุ่นจะสนนราคาวางจำหน่ายที่ 648,000 - 668,000 บาท\n\n- Triumph Street Triple 765 RX\nรถเน็คเก็ทไบค์สเป็คพร้อมซิ่ง ที่มีสเป็คจัดเต็มไม่แพ้รถซุปเปอร์สปอร์ต เพราะมาพร้อมกับทั้งเครื่องยนต์ 3 สูบเรียง 765cc ที่สามารถเค้นแรงม้าได้มากถึง 130 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 80 นิวตันเมตร, เฟรมอลูมิเนียมน้ำหนักเบา, ระบบกันสะเทือนหน้า-หลังจาก Ohlins, และยังมีระบบช่วยเหลืออีกมากมายที่ออกแบบมาให้รองรับการทำงานในสนาม ส่วนงานตกแต่งยังเน้นไปที่ลูกเล่นพรีเมียม ทั้งซับเฟรมกับล้อหลังสีแดง, เบาะนั่งและท่อไอเสียพร้อมโลโก้ RX และวางจำหน่ายด้วยราคา 549,000 บาท เท่านั้น\n\n----\nYamaha\n\n- Yamaha R9\nซุปเปอร์สปอร์ตโมเดลใหม่ล่าสุด ที่ถูกทำขึ้นมาเพื่อแทนยอดตำนาน YZF-R6 โดยเป็นตัวรถที่อาศัยขุมกำลังหลักแบบ 3 สูบเรียง 890cc กำลังสูงสุด 119 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุด 93 นิวตันเมตร ที่มาในรอบกลาง จากรถเนคเก็ทไบค์แรงดีดสูงอย่าง MT-09 ส่งผลให้ R9 คือรถซุปเปอร์สปอร์ตที่ผู้ขี่ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการรอรอบเหมือนรถซุปเปอร์สปอร์ตยุคก่อนแต่อย่างใด\n\nและในขณะที่ขุมกำลังยกมาจากรถเนคเก็ทไบค์ ทว่าส่วนควบนอกเหนือจากนั้นล้วนถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด เพื่อให้รถสามารถใช้งานฉบับรถซุปเปอร์สปอร์ตได้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งแชสซีย์น้ำหนักเบา, ช่วงล่างถูกพัฒนาขึ้นใหม่, ระบบเบรกจัดเต็มจาก Brembo, ชุดยางรุ่นกึ่งลงสนาม, และยังมีระบบช่วยเหลืออีกมากมาย ที่ยกมาจากพี่ใหญ่ YZF-R1 อีก ซึ่งด้วยออพชันล้นหลามขนาดนี้ ตัวรถกลับมีการวางจำหน่ายด้วยราคาเพียง 495,000 บาท เท่านั้น\n\n- Yamaha Tenere 700 MY2025\nสุดยอดรถตัวลุยที่สายฝุ่นหลายคนคลั่งไคล้ ที่ได้รับการปรับเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่สักที ทั้งดวงไฟหน้าใหม่แบบ Projector-LED 4 ดวง ซึ่งมีน้ำหนักเบาลง โดยที่ความสามารถในการส่องสว่างยังคงเท่าเดิม, ปรับเปลี่ยนแฟริ่งข้างใหม่ ให้มีความเพรียวบางมากขึ้น, ปรับทรงเบาะใหม่เล็กน้อย กับขยายความกว้างของพักเท้า เพื่อความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนท่าทางในการขี่ที่ดีกว่าเดิม\n\nและขณะที่เครื่องยนต์ยังคงเป็นบล็อก 2 สูบเรียง CP2 689cc กำลังสูงสุด 73.4 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 68 นิวตันเมตร ซึ่งไม่ต่างจากเดิมมากนัก ทว่าทาง Yamaha ก็ได้มีการติดตั้งชุดลิ้นเร่งไฟฟ้าใหม่เข้าไป เพื่อเพิ่มลูกเล่นโหมดการขับขี่, ระบบควบคุมการลื่นไถล ให้ผู้ขี่สามารถใช้งานรถได้สบายใจกว่าเดิม และยังเสริมด้วยการปรับเซ็ทช่วงล่างใหม่ ปรับปรุงโครงสร้างใหม่ เพื่อเสริมสมรรถนะในการควบคุมและความแข็งแรง ความทนทานให้มากขึ้นด้วย กับราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ 459,000 บาท\n\nทั้งนี้ นอกจากรถมอเตอร์ไซค์โมเดลใหม่ๆ ในบูธของแต่ละแบรนด์ยังมีการจัดแสดงรถมอเตอร์ไซค์โมเดลอื่นๆที่น่าสนใจอีกเพียบ โดยมาพร้อมกับโปรโมชันเด็ดๆอีกมากมาย ให้คุณได้ลองสอบถามข้อมูลกันได้ที่งาน Motor Expo 2025 ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. 68 - 10 ธ.ค. 68 ณ อาคารอิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี","Cover_Review_Article_Motor_Expo_2025_Bike.png",null,"","Review_Article_Motor_Expo_2025_Bike_1.png",[11,13,14,15,16,17],"Review_Article_Motor_Expo_2025_Bike_2.png","Review_Article_Motor_Expo_2025_Bike_3.png","Review_Article_Motor_Expo_2025_Bike_4.png","Review_Article_Motor_Expo_2025_Bike_5.png","Review_Article_Motor_Expo_2025_Bike_6.png","6 ธันวาคม 2568",1777136582617]