[{"data":1,"prerenderedAt":16},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":5,"title_th":6,"description_th":7,"banner_image":8,"jw_media_id":9,"video_embed_link":9,"article_image":10,"galleries":11,"publish_date":15},"20260112100231258622",2,"Royal Enfield Classic 650 มอเตอร์ไซค์ร่วมสมัยสไตล์สงครามโลกรุ่นใหญ่ พร้อมราคา","Content by Headlightmag\n-----\nRoyal Enfield กลับมาลุยตลาดรถมอเตอร์ไซค์แนวร่วมย้อนยุคอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง กับ Classic 650 ซึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันกับ Royal Enfield Super Meteor 650 และ Royal Enfield Shotgun 650\n \nโดยสิ่งที่ทำให้ Royal Enfield Classic 650 มีความโดดเด่นต่างออกไปจากเพื่อนๆ ร่วมแพลตฟอร์ม ก็คือการถูกตกแต่งด้วยคอนเซปต์ย้อนยุค กับแรงบันดาลใจจากรถมอเตอร์ไซค์ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่ชุดไฟหน้า LED โคมกลม พร้อมกรอบโครเมียมซึ่งมีปีกหมวกแก๊ปอันเป็นเอกลักษณ์ ขนาบข้างด้วยดวงไฟ LED ที่มีชื่อเรียกว่า Eagle Eyes และด้านล่างยังมีแผ่นปิดโลหะพร้อมสติ๊กเกอร์แบรนด์ติดตั้งบนปลอกครอบแกนโช้ค\n \nถัดมาคือการติดตั้งชุดเรือนไมล์แบบเข็มกวาดบอกความเร็วสไตล์คลาสสิก ทำงานร่วมกับจอแสดงผลระดับน้ำมัน ระยะทาง ODO Meter, Trip และเวลาแบบดิจิตอล โดยมีจอ TFT แสดงผลสัญลักษณ์บอกทางเมื่อเปิดระบบ GPS จากแอพพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือแยกออกมาอีกจอ ถัดจากนั้นคือแฮนด์บาร์ทรงกว้าง พร้อมประกับสวิตช์ซ้าย-ขวางานอะลูมิเนียมเคลือบนิกเกิลเพลต เช่นเดียวกับดุมล้อซี่ลวดหน้า-หลัง เพื่อช่วยให้ชิ้นงานมีความมันวาวเป็นพิเศษ\n \nหากคลาสสิกไม่พอ ยังมีถังน้ำมันทรงหยดน้ำความจุ 14.8 ลิตร บังโคลนหน้า-หลังงานโลหะทั้งหมด พร้อมโครงเหล็กดามฉบับรถมอเตอร์ไซค์ย้อนยุค และเบาะนั่งยังเป็นแบบแยกส่วนระหว่างผู้ขี่กับผู้ซ้อน โดยในขณะที่เบาะผู้ขี่มีความสูง 800 มิลลิเมตร ฝั่งเบาะผู้ซ้อนก็ยังสามารถถอดออกทั้งโครงเบาะด้านล่างได้อีก เพื่อทำให้ช่วงท้ายรถดูลาดต่ำสวยงามยิ่งกว่าเดิม\n \nและในขณะที่ชุดเมนเฟรมจะอิงพื้นฐานเดียวกันกับ Super Meteor 650 และ Shotgun 650 ทว่า Classic 650 ก็มีการปรับเปลี่ยนในด้านรายละเอียดทางเทคนิคอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ชุดล้อซี่ลวดที่รัดด้วยยางคนละขนาด คือขนาด 100/90-19 และ 140/70-18 ตามลำดับหน้า-หลัง ทำงานร่วมกับโช้คอัพตะเกียบคู่หัวตั้ง ขนาดแกน 43 มิลลิเมตร ช่วงยุบ 120 มิลลิเมตร พร้อมแผงคอแบบเฉพาะ และโช้คหลังต้นคู่ ช่วงยุบ 90 มิลลิเมตร ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มเหล็กแขนคู่ โดยตัวโช้คทั้งหมดได้รับการดูแลโดย Showa แถมยังมีการเซ็ตระยะฐานล้อไว้ที่ 1,318 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่ายาวที่สุดในรถมอเตอร์ไซค์ตระกูล 650cc ของแบรนด์\n \nจึงทำให้การทำงานของระบบช่วงล่างในจังหวะต่างๆ เช่นการพลิกเลี้ยว เข้าโค้ง หรือการซับแรง มีความเฉพาะตัว ไม่เหมือนกับเพื่อนๆ ร่วมตระกูลใดๆ ทั้งสิ้น\n \nทางฝั่งระบบเบรก ก็จะให้ระบบดิสก์เบรกแบบใช้จานเดี่ยว 320 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับปั๊มโฟลทติ้งเมาท์ 2 พอททางด้านหน้า กับจานเบรกเดี่ยว 300 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับปั๊มโฟลทติ้งเมาท์ 2 พอททางด้านหลัง และมีระบบ ABS แบบ Dual-Channel มาให้ ซึ่งโดยรวมถือว่าเกินพอสำหรับการหยุดยั้งรถซึ่งหนัก 243 กิโลกรัมแบบรวมของเหลวทั้งหมดและน้ำมันเชื้อเพลิงในถัง 90%\n \nขุมกำลังเครื่องยนต์เป็นแบบ 2 สูบเรียง 4 จังหวะ SOHC ระบายความร้อนด้วยอากาศและออยคูลเลอร์ ขนาดความจุ 647.95cc จากขนาดกระบอกสูบ 78 มิลลิเมตร x ช่วงชัก 67.8 มิลลิเมตร พร้อมอัตราส่วนกำลังอัด 9.5:1 ให้กำลังสูงสุด 46.4 แรงม้า ที่ 7,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 52.3 นิวตันเมตร ที่ 5,650 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด คลัตช์มือ ซึ่งถูกปรับปรุงมาใหม่ให้ผู้ใช้สามารถต่อเกียร์ได้อย่างนุ่มนวลกว่าเดิม เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานที่เพลิดเพลินมากขึ้น\n \nราคาจำหน่าย Royal Enfield Classic 650\n- รุ่น Bruntingthorpe Blue: 249,900 บาท\n- รุ่น Vallam Red: 249,900 บาท\n- รุ่น Black Chrome: 259,900 บาท","Cover_Review_Article_Royal_Enfield_Classic_650.png","","Review_Article_Royal_Enfield_Classic_650_1.png",[10,12,13,14],"Review_Article_Royal_Enfield_Classic_650_2.png","Review_Article_Royal_Enfield_Classic_650_3.png","Review_Article_Royal_Enfield_Classic_650_4.png","12 มกราคม 2569",1777136580962]