[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20260212141436500042",2,6,"เกลือ แหล่งพลังงานยุคใหม่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต","Content by Headlightmag\n-----\nรถยนต์ไฟฟ้าได้ก้าวข้ามจากเทคโนโลยีเฉพาะกลุ่ม สู่ผลิตภัณฑ์กระแสหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-ion) ถือเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยิ่งรถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมมากขึ้นเท่าไร ปัญหาที่ซ่อนอยู่ของแบตเตอรี่ลิเธียมก็เพิ่มขึ้น ทั้งต้นทุนสูง ขาดแคลนทรัพยากร และการกระจุกตัวของแหล่งผลิตเพียงไม่กี่ประเทศ ลิเธียมจัดเป็นแร่ธาตุสำคัญและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมากตลอดทั้งกระบวนการผลิต\n\n\"แบตเตอรี่โซเดียมไอออน\" (Sodium-ion Battery) จึงเริ่มถูกพัฒนาเป็นทางเลือก ที่ช่วยลดการพึ่งพาลิเธียม เนื่องจากเป็นแร่ธาตุที่พบได้ง่าย มีปริมาณมหาศาล สามารถสกัดได้จากน้ำทะเลหรือเกลือหินทั่วไปโดยไม่ต้องพึ่งพาเหมืองเฉพาะทาง และมีราคาถูก\n\nโดยหลักการแล้วแบตเตอรี่โซเดียมไอออน ไม่ได้แตกต่างจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมากนัก ทั้งสองอาศัยการเคลื่อนที่ของไอออนระหว่างขั้วบวกและขั้วลบเพื่อเก็บและปล่อยพลังงานไฟฟ้า แต่ความแตกต่างอยู่ที่ชนิดของไอออนที่ทำหน้าที่เป็นตัวพาพลังงาน จากลิเธียม (Li+) เป็นโซเดียม (Na+) ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่โซเดียมไอออนในระยะยาวอาจต่ำกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนราว 20-30% ซึ่งมีนัยสำคัญต่อราคารถยนต์ไฟฟ้าโดยรวม อีกทั้งแบตเตอรี่โซเดียมไอออนถือว่ามีความปลอดภัยสูงกว่า โครงสร้างทางเคมีมีเสถียรภาพมากกว่า และบางเทคโนโลยีสามารถเก็บแบตเตอรี่ไว้ที่แรงดัน 0 โวลต์ได้โดยไม่เกิดความเสียหายถาวร ช่วยลดความเสี่ยงด้านการขนส่งและการจัดเก็บ\n\nอีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญ คือการทำงานในสภาพอากาศหนาวเย็น แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมักสูญเสียประสิทธิภาพอย่างชัดเจนเมื่ออุณหภูมิลดต่ำลง แต่แบตเตอรี่โซเดียมไอออนสามารถทำงานได้ดีแม้ในอุณหภูมิต่ำถึง -20 องศาเซลเซียสอีกด้วย\n\nแต่แม้จะมีข้อดีหลายด้าน แบตเตอรี่โซเดียมไอออน ยังไม่ใช่คำตอบของรถยนต์ไฟฟ้าในขณะนี้ ด้วยข้อจำกัดด้านความหนาแน่นของพลังงาน ที่ต่ำกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนประมาณ 30-40% ในขนาดและน้ำหนักของแบตเตอรี่ที่เท่ากัน แบตเตอรี่โซเดียมจะเก็บพลังงานได้น้อยกว่า ทำให้รถวิ่งได้ระยะทางน้อยลง หรือจำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่และหนักขึ้นเพื่อให้ระยะทางมากขึ้น\n\nนอกจากนี้ ไอออนโซเดียมที่ใหญ่กว่า ยังส่งผลต่ออัตราการชาร์จและการคายประจุ ทำให้สมรรถนะในสถานการณ์ที่ต้องการพลังงานสูงทันที เช่น รถสปอร์ต หรือรถที่เน้นอัตราเร่งฉับพลัน แบตเตอรี่จะยังไม่สามารถจ่ายไฟได้ทัน อีกทั้งอายุการใช้งานในแง่จำนวนรอบการชาร์จ (Cycle Life) ยังถือว่าน้อยกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมอยู่พอสมควร\n\nปัจจุบันการพัฒนาแบตเตอรี่โซเดียมไอออนในปัจจุบัน ผู้ผลิตรายใหญ่จากจีนเช่น CATL และ BYD ได้เริ่มพัฒนาและนำไปใช้งานเชิงพาณิชย์กับรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก และรถบัสไฟฟ้า รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดด้านน้ำหนัก แต่ต้นทุนและความปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ใช้กลุ่มนี้ให้ความสำคัญมากกว่า\n\nผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2026-2030 แบตเตอรี่โซเดียมไอออนอาจมีส่วนแบ่งตลาดราว 10-15% โดยไม่ใช่การเข้ามาแทนที่ลิเธียมทั้งหมด แต่จะมีเทคโนโลยีที่พัฒนาให้สามารถประจุพลังงานได้มากขึ้น มีการคายประจุได้ดีขึ้น และมีอายุการใช้งานยาวนานยิ่งขึ้น และอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงคนหมู่มากได้เร็วขึ้นและยั่งยืนกว่าเดิม","Cover_EV_Article_Salt_Battery.png",null,"","EV_Article_Salt_Battery_1.png",[12],"17 กุมภาพันธ์ 2569",1777136577577]