[{"data":1,"prerenderedAt":15},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":14},"20260223103503227992",2,5,"รถยนต์ไฟฟ้าไม่เหมาะกับหน้าเทศกาลจริงหรือ?","Content by Headlightmag\n-----\n\nทุกครั้งที่เข้าสู่หน้าเทศกาลสำคัญๆ จะต้องมีประเด็นในโซเชียลถามถึงความเหมาะสมในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นมาเสมอ\n“รถยนต์ไฟฟ้าใช้ในช่วงเทศกาล ดีไหม” \n\nเป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนครุ่นคิดเวลาจะซื้อรถไม่น้อย โดยเฉพาะบ้านไหนที่ไม่ได้มีรถหลายคัน ต้องการมีรถคันเดียวใช้งานได้รอบด้าน คำถามนี้เป็นเรื่องที่ทำให้คนเฝ้ามองไม่น้อย โดยต้องยอมรับว่าความโกลาหลของคนไทยในช่วงเทศกาลเป็นปัจจัยสำคัญทำให้การใช้รถยนต์ไฟฟ้า และนับวันแม้ว่าจุดชาร์จจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวนับตั้งแต่การใช้งานในยุคแรก\n\nแต่เช่นกันจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าก็มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้ปัญหาตู้ชาร์จกลายมาเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการใช้งานรถในช่วงเวลาดังกล่าว\nคำว่า “เหมาะสมหรือไม่” เป็นเรื่องที่ยากจะตอบคำถามกับความต้องการของแต่ละคน\n-----\n\nสำหรับผู้เขียน ถ้าว่ากันตามตรง ประเด็นสำคัญของการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าหน้าเทศกาล คือมันค่อนข้างจะเสียเวลาในการเดินทางมากกว่าการใช้งานรถสันดาป และไฮบริดที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าในเรื่องเวลา\n\nรถยนต์ไฟฟ้ามีข้อจำกัดทางด้านระยะทางมากโดยเฉพาะกลุ่มรถราคาถูก แบตเตอรี่เล็ก ความสามารถในการชาร์จไฟเร็วต่ำ อาจต้องเสียเวลาในการชาร์จไฟฟ้ามากและอาจจะต้องจิ้มชาร์จหลายครั้งกว่าจะถึงที่หมายปลายทาง\n\nถ้าคุณเดินทางในระยะ 1-2 ชาร์จ ถึงปลายทาง รถยนต์ไฟฟ้าอาจจะยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมต่อการใช้งาน\n-----\n\nกลับกัน ถ้าเดินทางระยะไกลมากๆ อาทิ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ หรือการเดินทางไกลกว่านั้นในระดับ 6-7 ชั่วโมงต่อขา การใช้รถยนต์ไฟฟ้าอาจไม่ตอบโจทย์ ทุกครั้งที่แวะสถานีบริการอาจจะต้องเสียเวลาอย่างน้อย 30 นาที หรือนานกว่านั้นเพื่ออัดประจุ\n\nบางคนอาจมองว่านี่คือช่วงเวลาที่ดีที่จะได้พักแวะทำธุระส่วนตัว เติมความสดชื่น พักคนพักรถ แต่ถ้าเปรียบเทียบกับรถไฮบริดจะเสียเวลาในการเดินทางน้อยกว่านี้ บางคนอาจมองว่างั้นก็ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาสูงขึ้น ชาร์จไวขึ้น อย่างรถที่มาพร้อมเทคโนโลยี 800 โวลต์ อาจจะช่วยลดปัญหา\n\nแต่ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงว่ารถรับไฟไวมากแค่ไหน ยังอยู่ที่เพื่อนร่วมทางและความหนาแน่นของตู้ชาร์จ\n\nต่อให้รถคุณรับไฟได้ไวแต่ตู้ชาร์จไม่สามารถจ่ายไฟได้เต็ม มีเพื่อนร่วมแชร์แบ่งไฟฟ้าระหว่างการชาร์จ โอกาสจะวิ่งโดยใช้ความเร็วการชาร์จสูงสุดแทบเป็นศูนย์\n\nรวมถึงมาตรฐานตู้ชาร์จปัจจุบันที่ใช้งานได้ระหว่างทาง ส่วนใหญ่ยังเป็นตู้ระดับ 120-150 kW ส่วนใหญ่ ดังนั้น ต่อให้สเปกชาร์จเทพแค่ไหน ก็ติดเพดานข้อจำกัดตู้อยู่ดี\nไม่เพียงเท่านี้ รถยนต์ไฟฟ้ายังมีประเด็นต้องพิจารณาสำคัญในด้านน้ำหนัก-ความเร็ว มีผลต่อระยะทาง\n-----\n\nปกติขับเข้าเมืองคนเดียวระยะทางต่อการชาร์จอาจจะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เพราะจุดเด่นรถยนต์ไฟฟ้าคือการคืนพลังงานบางส่วนกลับเข้าระบบ หรือที่เราอาจจะรู้จักในนาม “การรีเจน” (Regenerative Braking)\n\nในการใช้งานในเมือง รถจะทำการรีเจนไฟค่อนข้างบ่อยพอสมควร แต่พอเป็นการเดินทางไกล การใช้ความเร็วสูงต่อเนื่องนานๆ การรีเจนทำได้น้อยมาก ไฟมีแต่จะสูญเสียออกไป ระยะทางที่ควรทำได้อาจต่ำลง\n\nยกตัวอย่างเช่นผู้เขียนเองใช้รถยนต์ไฟฟ้า MG4 อาจจะใช้งานในเมืองได้ราวๆ 320 กม./การชาร์จ แต่ถ้าวิ่งทางไกลระยะต่อการชาร์จอาจเหลือเพียง 250-280 กม. ตามแต่ความเร็วที่เราใช้ในการขับขี่\n\nทำให้ประเด็นเรื่องระยะทางต่อการชาร์จสร้างผลกระทบต่อการใช้งาน เป็นข้อจำกัดแล้วลองคิดดูครับว่า ถ้าเดินทางในระยะไกลมากๆ\n\nจุดชาร์จคนเยอะ ระยะทางต่อการชาร์จลดลง นี่ไม่นับรวมความน่าหงุดหงิดจะต้องเจอคนร้อยพ่อพันแม่ในสถานีชาร์จ ซึ่งอาจสร้างปัญหามากมายเช่นชาร์จแช่-ไม่ตรงต่อเวลา\n\nอาจสร้างผลกระทบต่อการเดินทางของคุณมากกว่า ความสนุกในการเดินทางอาจกลายเป็นหายนะ\n-----\n\nสรุป\n\nกลับไปตอบคำถามว่า หน้าเทศกาลรถยนต์ไฟฟ้าเหมาะเดินทางหรือไม่\n\nคำตอบคือ เหมาะครับ ถ้าเราเข้าใจข้อจำกัด ใช้เวลาเดินทางและระยะทางไม่ไกลมาก 1-2 ชาร์จ ถึงที่หมายกลับบ้านได้ คงไม่ใช่ปัญหา\n\nแต่ถ้าวิ่งทางยาวเดินทางไกล อาจต้องเตรียมตัวให้ดีสักหน่อยและอาจพบเจอความจุกจิกระหว่างทาง \n\nถ้าไม่อยากเสี่ยงเจอเรื่องหงุดหงิดใจ ถ้าที่บ้านมีรถหลายคันเอาสันดาปหรือไฮบริดออกมาใช้จะเหมาะสมกว่าครับ","Cover_EV_Article_Festival_Time.png",null,"","EV_Article_Festival_Time_1.png",[12],"23 กุมภาพันธ์ 2569",1777136577576]