[{"data":1,"prerenderedAt":17},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":5,"title_th":6,"description_th":7,"banner_image":8,"jw_media_id":9,"video_embed_link":10,"article_image":11,"galleries":12,"publish_date":16},"20260322153540871200",2,"ลองขับทางไกล TOYOTA HILUX TRAVO OVERLAND กรุงเทพ-เชียงใหม่ แม้เครื่องเดิม แต่ประหยัดขึ้น  พร้อมราคา","Content by Headlightmag\n-----\n\nแม้ตลาดรถกระบะจะซบเซามาเป็นเวลา 2 ปี แต่ค่ายรถที่มีกระบะเป็นตัวชูโรงก็เปิดตัวอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ TOYOTA ที่ถึงคราวต้องเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปีกับ HIILUX TRAVO ที่แม้ระยะแรกจะเปิดในกลุ่มรุ่นยกสูงก่อนก็ตาม แต่ความสนใจของรถรุ่นนี้ไม่ลดน้อยถอยลงจริงๆ ดังนั้นรอบนี้จึงหยิบรถรุ่นนี้มาลองขับในรูปแบบทางไกลซะหน่อย กับเส้นทาง กรุงเทพ-เชียงใหม่ ระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร เพื่อดูสมรรถนะและอัตรากินน้ำมัน ที่แม้จะใช้เครื่องยนต์เดิมแต่ TOYOTA บอกว่าประหยัดขึ้น จริงหรือไม่?\n\nก่อนเข้าการเดินทาง เรามาเล่ารายละเอียดของตัวรถ เริ่มจากขุมพลังจะใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.8 ลิตร GD Super Power Commonrail VN Turbo 204 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Shift-on-the-fly และโหมดการขับขี่ทางออฟโรด MTS (Multi-Terrain Select) ที่สามารถเลือกได้ 6 โหมด แต่จะใช้ได้เมื่อเข้าระบบ 4H หรือ 4L เท่านั้น\n-----\n\nส่วนออปชันหลักๆ ตัวรถจะมาพร้อมชุดแต่งทั้งกันชนหน้าสีเงิน พร้อมแผงกันกระแทกใต้ท้องสีเงิน ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว สีดำด้าน สปอร์ตบาร์ที่กระบะท้าย ฝาท้ายแบบผ่อนแรง บันไดเหยียบข้างที่กระบะท้าย มาตรวัดแบบจอ LCD ขนาด 12.3 นิ้ว เครื่องเสียงแบบจอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay / Android Auto แบบไร้สาย กล้องรอบคัน เบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Brake Hold ส่วนความปลอดภัยมี Toyota Safety Sense ที่ให้ระบบแบบครบครันทั้ง ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันทุกย่านความเร็ว (ACC with Stop & Go) ระบบเตือนการชนด้านหน้า PCS ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมหน่วงพวงมาลัย LDA ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKC ระบบเตือนรถคันหน้าเคลื่อนที่ FDA ระบบป้องกันการเผลอเหยียบคันเร่ง PMC ระบบเตือนมุมอับด้านข้าง BSM ระบบเตือนมุมอับขณะถอยหลัง RCTA ส่วนระบบพื้นฐานมีทั้งระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบควบคุมการทรงตัวและป้องกันลื่นไถล VSC/TRC ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC\n\nเมื่อทราบข้อมูลตัวรถเรียบร้อย ก็เริ่มเดินทางด้วยการเติมน้ำมันดีเซลเกรดปกติเต็มถัง จากนั้นรีเซตทริปบนหน้าปัดเป็น 0 แล้วออกเดินทางกันยาวๆ ฝ่าการจราจรอันหนาแน่นในช่วงมอเตอร์เวย์จนถึงอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วเลาะเข้าถนนเอเชียซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการเดินทางขึ้นภาคเหนือ ความเร็วที่เราใช้ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง 100-120 กิโลเมตร/ชั่วโมง บางช่วงมีการเข้มงวดเรื่องความเร็วจึงขับขี่ไม่เกิน 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตลอดการเดินทางในช่วงแรกสภาพอากาศถือว่าร้อนมาก ๆ 35 องศาเซลเซียส แต่ด้วยเครื่องปรับอากาศอันเลื่องชื่อ ที่สามารถทำความเย็นได้แบบต่อเนื่องไม่ลดหย่อน เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ร้อนจนเพลีย ขับขี่ได้สบาย กระทั่งเข้าสู่จังหวัดนครสวรรค์สภาพอากาศแปรเปลี่ยนจากแดดที่เจิดจ้าจนต้องหยีตา กลายเป็นพายุฝนฟ้าร้องแบบงงๆ แต่ปริมาณฝนมกราคมที่ตกลงมานั้นไม่เยอะมาก ความเร็วที่ใช้ก็อยู่ในระดับที่ไม่เร็วมาก และทัศนวิสัยถือว่ามองระยะไกลได้ชัด\n-----\n\nถึงกระนั้นด้านอัตราเร่งของ TOYOTA HILUX TRAVO OVERLAND  แม้จะยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร GD Super Power เช่นเดียวกับโฉมก่อนหน้านี้ แต่มีการปรับรายละเอียดด้านกลไก อาทิ การเปลี่ยนมาใช้พวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ทำให้ไม่มีปั๊มน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ ลดภาระเครื่องยนต์ ลดแรงเสียดทานทั้งเคลือบสารหล่อลื่นคงรูปชนิดพิเศษที่แหวนลูกสูบ ลูกสูบ บาลานซ์ข้อเหวี่ยงมีการปรับบาลานซ์ข้อและขยายร่องน้ำมัน นอกจากนี้ยังปรับระบบอากาศผ่านการจูนซอฟต์แวร์ กล่อง ECU เครื่องยนต์ เทอร์โบใหม่ ให้รอบเครื่องยนต์มาเร็วขึ้น และการฉีดน้ำมันทำได้ละเอียดมากขึ้น สิ่งที่สัมผัสได้คืออัตราเร่งทำได้ทันใจและลื่นไหลขึ้นจากเดิม นิสัยจะคล้ายกับ Fortuner GR Sport 224 แรงม้า เพียงแต่ความจี๊ดจ๊าดลดดีกรีลงมานิดนึง ช่วงเร่งแซงแทบจะใช้คันเร่งไม่ต้องเต็มแป้น กำลังก็มาและแซงรถบรรทุกได้เร็ว แถมช่วงที่ใช้ความเร็วคงที่ มีรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้คันเร่งเยอะ ถือเป็นจุดที่ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นจากโฉมก่อนชัดเจน\n-----\n\nจากนั้นเข้าสู่กำแพงเพชร ตาก สภาพเส้นทางมีความหลากหลายทั้งถนนแบบยางมะตอย มีการปะแผ่นผิวที่พังในบางจุด สลับกับพื้นปูนที่มีความเรียบไม่เท่ากัน ถือเป็นการทดสอบเรื่องของช่วงล่างที่ TOYOTA ชูจุดเด่นด้วยการเรียกเซ็ตเทคโนโลยีนี้ว่า “DYNAMIC CLOUD” ซึ่งเป็นการรวบ 5 สิ่งที่มีการปรับเปลี่ยน อาทิ เพิ่มจุดเชื่อมพื้นตัวถังมากขึ้น แผ่นรองเครื่องที่เปลี่ยนมาใช้เป็นแบบไฮดรอลิก เบาะนั่งออกแบบให้รับสรีระผู้ขับขี่-ผู้โดยสาร แกนพวงมาลัยใหญ่ขึ้น พร้อมใช้วัสดุฟองน้ำที่เน้นนุ่ม สบายขึ้น ช่วงล่างที่มีการปรับเซ็ตใหม่ โดยในรุ่น OVERLAND ตัวชุดโช้คอัปและคอยล์สปริงด้านหน้ามีการปรับจูนให้มีความแข็งกว่ารุ่นปกติถึง 24% ส่วนโช้คอัปด้านหลังยังติดตั้งในเฟรมเหนือเพลาเฟืองท้าย มีความแข็งกว่ารุ่นปกติ 6% อีกทั้งแหนบได้เพิ่มชิ้นเป็นทั้งหมด 4 แผ่น ซึ่งช่วงล่างในรอบนี้มุ่งเน้นไปที่ความนุ่มสบายในการขับขี่ แต่ยังคงรองรับงานบรรทุกได้ดีเช่นเดิม ซึ่งน้ำหนักที่รองรับได้มากที่สุดคือ 700 กิโลกรัม\n-----\n\nถ้าถามว่าแตกต่างจากรุ่นก่อนซึ่งเป็นโฉม HILUX REVO มากแค่ไหน คำตอบคือดีขึ้นจนสัมผัสได้ราว 40% โดยเฉพาะส่วนด้านหลังที่เก็บรอยต่อถนนได้ดีขึ้น แม้จะยังมีอาการดีดให้รู้สึกอยู่แต่ค่อนข้างเบาลงกว่ารุ่นเดิมชัดเจน ส่วนด้านหน้าให้ความรู้สึกที่นิ่ง แน่น นุ่ม ทำให้ภาพรวมตัวรถมีความสบายขึ้น ทั้งนี้หากจะให้นุ่มและเนียนกว่านี้คุณอาจจะต้องลองหาอะไรมาไว้กระบะท้ายสัก 200-300 กิโลกรัม จะทำให้รถนุ่ม ดีดน้อยลงอย่างแน่นอน ทั้งนี้การทรงตัวใน TOYOTA HILUX TRAVO OVERLAND  จะมีนิสัยนุ่ม โคลงตัวไม่มาก ทำให้เวลาเข้าโค้งในความเร็วที่สูงมั่นใจมากขึ้น แต่หากใช้ความเร็วมากไป อาการที่จะแสดงออกคือ “หน้าดื้อ” แต่ระบบควบคุมการทรงตัว VSC เข้ามาควบคุมล้อได้แบบนุ่มนวล ทำให้รถยังคงอยู่ในการควบคุมและแก้อาการได้ง่าย และเมื่อเทียบในกลุ่มรถกระบะในพิกัดเดียวกัน ต้องยอมรับว่า FORD RANGER WILDTRAK มีช่วงล่างที่ทำได้เนียน นั่งสบายที่สุดในกลุ่ม เพียงแต่ HILUX TRAVO OVERLAND มีการปรับจูนและลักษณะอาการได้ดีจนสามารถสู้ได้ในบางด้านจริงๆ\n----\n\nขณะที่พวงมาลัยในรุ่น OVERLAND ได้ใช้แบบไฟฟ้า EPS สอดคล้องกับแชสซีด้านหน้าที่ปรับปรุงเพื่อรองรับน้ำหนักชุดมอเตอร์พวงมาลัยไฟฟ้า จากการใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมืองพบว่า วงเลี้ยวไว น้ำหนักหนืดกำลังดี ไม่เบา ไม่หนักเกินไป ที่สำคัญมีความกระชับในการใช้งาน ไม่ต้องหมุนวงเยอะ แม้ตัวรถจะยาว แต่การควบคุมทำได้คล่องตัว ที่สำคัญอาการสะเทือนจนพวงมาลัยสั่นแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ให้การขับขี่ของ HILUX TRAVO  มีความสบายจนสัมผัสได้ ส่วนเบรกเป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ การตอบสนองทำได้เร็ว ความเร็วสูงคุมอยู่ ความเร็วต่ำนุ่มนวล\n-----\n\nหลังจากเล่ารายละเอียดเชิงขับขี่ ในที่สุดก็เดินทางถึงเชียงใหม่อย่างปลอดภัย จึงแวะเติมน้ำมันเต็มถัง โดยระยะทางที่สามารถทำได้บนหน้าปัดแจ้งไว้อยู่ที่ 701.5 กิโลเมตร เติมน้ำมันดีเซลเกรดปกติกลับจนหัวจ่ายตัดอยู่ที่ 48.55 ลิตร อัตรากินน้ำมันอยู่ที่ 14.44 กิโลเมตร/ลิตร ถือว่าประหยัดมาก ๆ เมื่อเทียบกับพละกำลัง และมีชุดระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบกไว้ ถือว่าเป็นการปรับปรุงงานวิศวกรรมใหม่ให้มีการขับขี่ที่ดีขึ้นในทุกด้าน แต่ใช่ว่าจะไม่มีข้อติติง จุดที่ต้องปรับปรุงจริงๆ คือการตอบสนองเกียร์โหมดบวกลบในด้านบางจังหวะยังมีรอเปลี่ยนเกียร์อยู่ จอกลางที่แสดงภาพกล้องรอบคันยังไม่คมชัดเท่าไร พื้นที่ห้องโดยสารที่อาจจะคับแคบหน่อย นอกนั้นแล้วตัวรถทำออกมาดีขึ้น และน่าสนใจ ใครที่สนใจรถกระบะคันนี้ ไปสัมผัสและลองขับที่โชว์รูมใกล้บ้านท่าน จะได้รู้ว่ากระบะคันนี้ตอบโจทย์การใช้งานคุณมากแค่ไหน\n-----\n\nราคา TOYOTA HILUX TRAVO OVERLAND \n- รุ่น Double Cab Prerunner 2.8 Overland AT (ขับ 2): 1,102,000 บาท\n- รุ่น Double Cab Prerunner 2.8 Overland Plus AT (ขับ 2): 1,176,000 บาท\n- รุ่น 2.8 Overland 6AT 4TREX (ขับ 4): 1,292,000 บาท\n- รุ่น Overland Plus 2.8 6AT 4TREX (ขับ 4): 1,366,000 บาท","Cover_Review_Article_Toyota_Travo_Overland_Test.png",null,"","Review_Article_Toyota_Travo_Overland_Test_1.png",[11,13,14,15],"Review_Article_Toyota_Travo_Overland_Test_2.png","Review_Article_Toyota_Travo_Overland_Test_3.png","Review_Article_Toyota_Travo_Overland_Test_4.png","23 มีนาคม 2569",1778346196856]