[{"data":1,"prerenderedAt":18},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":5,"title_th":6,"description_th":7,"banner_image":8,"jw_media_id":9,"video_embed_link":10,"article_image":11,"galleries":12,"publish_date":17},"20260521173602266125",2,"วันนี้เราได้ Ford Ranger Wildtrak 2.0 Turbo Hi-Rider ขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง มาทดลองขับเพื่อดูว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้น่าสนใจแค่ไหน","Content by Headlightmag\n-----\n\nแม้ตลาดรถกระบะในวันนี้ยังอยู่ในภาวะซบเซา ทุกแบรนด์พยายามกระตุ้นตลาดทั้งแต่งหน้าทาปากใส่ออปชันเพิ่มให้สดใหม่ FORD ก็เช่นเดียวกันที่ในปีนี้ได้ปรับรุ่นย่อยครั้งใหญ่ให้กับ RANGER ที่ครั้งนี้ตัวเลือกลดเหลือ 10 รุ่นย่อย และยกเลิกขุมพลังดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ พร้อมปรับปรุงดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยวให้ทนทานยิ่งขึ้น ซึ่งวันนี้เราได้ Ford Ranger Wildtrak 2.0 Turbo Hi-Rider ขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง มาทดลองขับเพื่อดูว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้น่าสนใจแค่ไหน \n-----\n\nเริ่มกันที่รอบตัวรถ แม้พื้นฐานจะยังคงเป็น NEXT-GEN RANGER ที่เราคุ้นเคย เพียงแต่มีการแต่งหน้าทาปากตามจุดต่าง ๆ อาทิ กระจังหน้าสีดำเงาเสริมแถบสีส้มช่วงไฟหน้า พร้อมโลโก้ FORD แบบใหม่แบบ 2 มิติ ไฟหน้าเป็นแบบ LED รีเฟล็กเตอร์ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลายใหม่ที่เพิ่มตัวฝาครอบน็อตสีดำ-ส้ม ราวหลังคาและสปอร์ตบาร์สีดำใหม่ และไฟท้าย LED แบบรมดำ \n\nขณะที่ภายในห้องโดยสารมีการตกแต่งใหม่ทั้งเบาะนั่งที่หุ้มวัสดุหนังสลับหนังกลับ พร้อมสลัก WILDTRAK ที่เบาะ ฝาปิดช่องเก็บของคอนโซลหน้าตกแต่งใหม่ ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ทั้งจอมาตรวัดแบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว จอเครื่องเสียงขนาด 12 นิ้ว เชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย เบรกมือไฟฟ้า กล้องรอบคัน ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ยังคงให้มาแบบครบครันเช่นเคย \n-----\n\nจุดสำคัญที่มีการเปลี่ยนคือเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ในปี 2026 FORD ตัดสินใจยกเลิกขุมพลังดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ทุกรุ่น และปรับปรุงเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว ทั้งระบบหัวฉีดใหม่ และใช้ระบบโซ่ราวลิ้นแทนสายพาน เพื่อเพิ่มความทนทานมากขึ้น แต่ในด้านตัวเลขพละกำลังยังคงเหมือนเดิมคือ 170 แรงม้า แรงบิด 405 นิวตันเมตร \n\nอีกทั้งระบบส่งกำลังได้เปลี่ยนมาใช้จากเดิมที่เป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ มาเป็น เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ส่วนระบบกันสะเทือน ด้านหน้ายังคงเป็นแบบปีกนกอิสระ 2 ชั้น พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง พร้อมโช้คอัพแบบโมโนทูบ ส่วนด้านหลังเป็นแบบแหนบซ้อนเหนือเพลาท้าย โช้คอัพแบบโมโนทูบนอกเฟรม ทั้งนี้ใครที่มองหา Ford Ranger เกียร์ธรรมดาแล้วล่ะก็ ต้องขอแสดงความเสียใจที่ในปี 2026 Ranger ไม่มีเกียร์ธรรมดาให้เลือกอีกแล้ว ดังนั้นใครที่สนใจจริง ๆ อาจจะลองติดต่อสอบถามผู้แทนจำหน่าย Ford ใกล้บ้านท่านดู เผื่อว่ายังมีสต็อกรถเหลืออยู่ก็เป็นได้\n-----\n\nเล่ารายละเอียดตัวรถไปแล้ว ทีนี้มาดูเรื่องการขับขี่กันบ้าง ถ้าถามถึงจุดแตกต่างจากรุ่นก่อนหน้ามีมากแค่ไหน ก็ว่ากันตรง ๆ มันแตกต่างไม่มาก ทั้งช่วงล่างที่ยังคงให้ความนิ่งในความเร็วสูง แน่นในจังหวะเจอเนินหรือคอสะพานช่วงความเร็วสูง และนุ่มในการเก็บรอยต่อผิวถนน พวงมาลัยที่น้ำหนักเบาในความเร็วต่ำ ความเร็วสูงที่หนืดมือมากขึ้น เบรกที่ทำงานได้เร็ว แต่แป้นเบรกค่อนข้างลึกทำให้ต้องเผื่อระยะคันหน้าไว้หน่อยเพื่อความชัวร์ ซึ่งรายละเอียดที่กล่าวมาก็แทบจะคล้ายกับ Ford Ranger ที่จำหน่ายก่อนหน้านี้ เพียงแต่การปรับปรุงเครื่องยนต์และเปลี่ยนระบบส่งกำลังนั้นคือสิ่งที่สัมผัสได้ถึงความแตกต่างที่ชัดเจน\n-----\n\nการที่ Ford ตัดสินใจใช้เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ในขุมพลังดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยวนั้น ด้านหนึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันและทำให้การขับขี่มีความนุ่มนวลมากที่สุด แม้อาจจะต้องแลกกับน้ำหนักตัวรถที่อาจจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตามด้วยเครื่องยนต์ที่มีการปรับไส้ในใหม่และเกียร์ที่มีอัตราทดเพิ่มขึ้น ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือความนุ่มนวล ตั้งแต่การออกตัวหรือเร่งแซงแบบกดคันเร่งเต็ม ไปจนถึงการขับขี่ในความเร็วคงที่ ลักษณะนี้มีความแตกต่างจากรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดชัดเจนมาก \n\nแต่ต้องแลกกับความจี๊ดจ๊าดออกตัวแบบพุ่งติดเท้าที่ในรุ่นนี้ลดลงจนสัมผัสได้ แต่ยังคงความลื่นไหลในช่วงความเร็วกลาง-สูงไว้อยู่ อย่างไรก็ตามหากอยากได้ความแรงติดเท้าแล้วล่ะก็ อาจต้องยอมขยับงบอีกราว ๆ 300,000 บาท เพื่อไปจบกับรุ่นสูงสุดอย่าง WILDTRAK-X 3.0 V6 ดีเซล น่าจะตอบโจทย์กว่า \n\nขณะที่อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ได้ทดลองด้วยการเติมน้ำมันเต็มถังแล้ววิ่งในลักษณะรวมในเมืองและนอกเมือง ระยะทางรวม 100 กิโลเมตร แล้วเติมน้ำมันกลับ ผลปรากฏว่ามีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 15.1 กิโลเมตร/ลิตร มากกว่ารุ่นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ที่ทำได้อยู่ที่ 14.8 กิโลเมตร/ลิตร ถือว่ามีความประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นชัดเจน\n-----\n\nโดยสรุป Ford Ranger Wildtrak 2.0 Turbo Hi-Rider การปรับปรุงรอบนี้ แม้จะยังไม่ใช่การปรับโฉมครั้งใหญ่ แต่การเปลี่ยนรายละเอียดข้างในส่งผลให้ความนุ่มนวลเพิ่มขึ้น ถือว่าตอบโจทย์คนใช้รถกระบะในเชิงแทนรถยนต์นั่งได้ ส่วนใครที่ชื่นชอบอัตราเร่งที่จี๊ดจ๊าดอาจจะผิดหวังเพราะการใช้เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ทำให้การตอบสนองช้าลงเล็กน้อย เพื่อความประหยัดน้ำมันที่ดียิ่งขึ้นซึ่งเห็นผลได้ชัดเจน \n\nแต่ในภาพรวมยังคงเป็นรถกระบะที่มีความโดดเด่นในเรื่องการขับขี่ที่สุดในระดับเดียวกัน ทั้งนี้ใครที่สนใจ Ford Ranger Wildtrak 2.0 Turbo Hi-Rider ไปลองขับกันได้ที่โชว์รูมฟอร์ดใกล้บ้านท่านทั่วประเทศ จะได้รู้ว่ารถกระบะคันนี้ตอบโจทย์คุณมากแค่ไหน\n\nราคา Ford Ranger Wildtrak MY2026\n- รุ่น 2.0 Turbo 10AT 4x2 : 1,159,000 บาท (รุ่นในรีวิว)\n- รุ่น  2.0 Turbo 10AT 4x4 : 1,249,000 บาท\n- รุ่น  X V6 3.0 Turbo 10AT 4x4 : 1,469,000 บาท","Cover_Review_Article_Ford_Ranger_Wildtrak_TMY2026.png",null,"","Review_Article_Ford_Ranger_Wildtrak_TMY2026_1.png",[11,13,14,15,16],"Review_Article_Ford_Ranger_Wildtrak_TMY2026_2.png","Review_Article_Ford_Ranger_Wildtrak_TMY2026_3.png","Review_Article_Ford_Ranger_Wildtrak_TMY2026_4.png","Review_Article_Ford_Ranger_Wildtrak_TMY2026_5.png","28 พฤษภาคม 2569",1781370182365]