[{"data":1,"prerenderedAt":18},["ShallowReactive",2],{"fetch-content":3},{"id":4,"type":5,"category":6,"title_th":7,"description_th":8,"banner_image":9,"jw_media_id":10,"video_embed_link":11,"article_image":12,"galleries":13,"publish_date":17},"20260901091058454296",2,6,"ขับรถ EV ให้ประหยัดไฟ ต้องทำยังไง รวม 5 ทริกขับจริงให้วิ่งไกลขึ้น","Content by Autospinn\n---------\n\nอยากให้รถ EV วิ่งได้ไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง? รวม 5 ทริกขับจริงที่ทำได้ทันที ทั้งการเลี้ยงคันเร่ง การใช้โหมด Eco การเปิดแอร์อย่างเหมาะสม ระบบ Regenerative Braking การเช็กลมยาง และการวางแผนการชาร์จ การขับรถ EV ให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้านั้นไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์เสริมใด ๆ เพียงแค่ปรับพฤติกรรมการขับขี่เล็กน้อย ก็ช่วยยืดระยะทางต่อการชาร์จหนึ่งครั้งได้จริง บางคนทำแล้วได้ระยะทางเพิ่มขึ้นเป็นสิบกิโลเมตรโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองไทยที่การจราจรติดขัดและสภาพอากาศร้อน ซึ่งส่งผลต่อการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมาก ลองนำ 5 ข้อนี้ไปปรับใช้ดูครับ \n\n==========\n1. ค่อย ๆ เดินคันเร่ง\n==========\n         รถ EV มีแรงบิดสูงและตอบสนองได้ทันที หากเหยียบคันเร่งแรง พลังงานไฟฟ้าก็จะถูกดึงไปใช้มากตามน้ำหนักเท้า แนะนำให้เหยียบคันเร่งอย่างนุ่มนวลและออกตัวอย่างราบรื่น จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้มากกว่าที่คิด \n\n==========\n2. ใช้โหมด Eco และระบบ Regenerative Braking ให้เป็นประโยชน์\n==========\n          โดยเปิดใช้งานโหมด Eco เมื่อขับขี่ในเมืองหรือในสภาพการจราจรติดขัด ระบบจะจำกัดการจ่ายกระแสไฟเพื่อให้การขับขี่ราบรื่นและประหยัดยิ่งขึ้น และอย่าลืมใช้ระบบ Regenerative Braking (ระบบหน่วงพลังงานกลับคืน) ซึ่งเมื่อถอนคันเร่ง ระบบจะชาร์จกระแสไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่โดยอัตโนมัติ ยิ่งหากขับขี่ด้วยระบบ One-Pedal ได้จะยิ่งคุ้มค่า เพราะทุกครั้งที่ชะลอความเร็ว คุณกำลังชาร์จไฟกลับคืนสู่แบตเตอรี่ \n\n==========\n3. เปิดเครื่องปรับอากาศแต่พอดี \n==========\n          เนื่องจากระบบปรับอากาศเป็นตัวใช้พลังงานไฟฟ้าอันดับต้น ๆ ของรถ EV โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนของบ้านเรา ไม่จำเป็นต้องปิดแอร์ เพียงแค่ตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสมพอสบายตัวประมาณ 24-25 องศาเซลเซียส และหากรถมีระบบระบายอากาศที่เบาะ (Ventilated Seats) การเปิดใช้งานระบบนี้แทนการเร่งพัดลมแอร์จะช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่า อีกหนึ่งเคล็ดลับคือ หากจอดรถตากแดดไว้ ควรเปิดหน้าต่างเพื่อระบายความร้อนสะสมประมาณ 1-2 นาทีก่อนออกเดินทาง แล้วจึงค่อยเปิดแอร์ เพื่อไม่ให้ระบบปรับอากาศต้องทำงานหนักจนเกินไปตั้งแต่เริ่มต้น \n\n==========\n4. ตรวจเช็กลมยางให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม\n==========\n          เนื่องจากลมยางที่อ่อนเกินไปจะทำให้แรงต้านการหมุนเพิ่มขึ้น รถจึงต้องใช้พลังงานในการขับเคลื่อนมากขึ้น ควรตรวจเช็กลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้งให้อยู่ในค่ามาตรฐานที่ผู้ผลิตแนะนำ (สามารถดูได้จากสติกเกอร์บริเวณขอบประตูฝั่งคนขับ) เพียงเท่านี้ก็ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า ยืดอายุการใช้งานของยางรถยนต์ และเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ \n\n==========\n5. ใช้ระบบนำทางช่วยวางแผนเส้นทางและจุดชาร์จ\n==========\n          รถ EV หลายรุ่นมีระบบนำทางอัจฉริยะที่สามารถคำนวณอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานตามเส้นทาง พร้อมทั้งช่วยค้นหาและวางแผนจุดชาร์จให้อย่างเหมาะสม ควรใช้ระบบนี้ให้เกิดประโยชน์ โดยเลือกเส้นทางที่การจราจรไม่ติดขัดรุนแรงหรือเส้นทางราบ ซึ่งจะช่วยลดการเร่งและการเบรกบ่อย ๆ อันเป็นสาเหตุให้สิ้นเปลืองพลังงาน ทำให้สามารถประเมินระยะทางได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องขับขี่อย่างกังวล \n\n==========\nปรับพฤติกรรมแล้วประหยัดขึ้นจริงไหม? \n==========\n          จากการทดลองปรับพฤติกรรมและใช้งานจริง ตัวเลขอัตราการสิ้นเปลืองจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะการขับขี่ของแต่ละบุคคล สิ่งที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุดคือการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรติดขัด เพราะทุกครั้งที่เหยียบคันเร่งอย่างนุ่มนวลและใช้ระบบ Regenerative Braking ระบบจะชาร์จพลังงานไฟฟ้ากลับคืนสู่แบตเตอรี่อยู่ตลอดเวลา \n\n         ลองสังเกตง่าย ๆ จากค่า \"อัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน\" บนหน้าจอแสดงผลของรถ (หน่วยเป็น kWh/100 กม. หรือ Wh/กม.) โดยลองขับขี่แบบเดิมเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์แล้วบันทึกค่าไว้ จากนั้นลองปรับพฤติกรรมตาม 5 ข้อข้างต้นอีกหนึ่งสัปดาห์แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน หลายคนจะพบว่าตัวเลขอัตราการสิ้นเปลืองลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหมายความว่ารถสามารถวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้งจริง ๆ","CoverOtherEV_savebattery.png",null,"","BannerSaveBattev.png",[12,14,15,16],"V_savebattery3.png","V_savebattery4.png","V_savebattery5.png","1 กันยายน 2569",1788627761499]